This is default featured post 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured post 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มามีส่วนร่วมกันเถอะ

ภูมิปัญญาไทย

ความหมาย ความรู้ ความสามารถ วิธีการ ผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเก็บเป็นความรู้ ถ่ายทอดปรับปรุงจากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดเป็นผลผลิตที่ดีงาม งดงาม มีคุณค่ามีประโยชน์ สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตได้ ในแต่ละท้องถิ่นจะมีบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถที่เรียนรู้มาจากบรรพบุรุษ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายหรือผู้รู้ในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นความรู้ที่มีคุณธรรม สอนให้คนพึ่งพาธรรมชาติ โดยไม่ทำลายธรรมชาติ และสอนให้รู้จักเอื้ออาทรต่อคนอื่น

ตัวอย่างภูมิปัญญาไทยที่ควรรู้

ด้านภาษา และวรรณธรรม ได้แก่ สุภาษิต คำพังเพย เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทายต่างๆ
ด้าน ประเพณี ได้แก่ กิจกรรมที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ชุมชน โดยการแสดงออกทางประเพณีพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้านในท้องถิ่นต่างๆ เช่น การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา ประเพณีวันลอยกระทง วันเข้าพรรษา วันสงกรานต์ การละเล่นพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่น เช่น การระบำรำฟ้อนประเภทต่างๆ เซิ้ง กลองยาว เพลงอีแซว หมอลำ มโนราห์ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีความแตกต่างกัน
ด้านศิลปวัตถุและศิลปกรรม ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ การทำเครื่องปั้นดินเผาไปแกะสลัก หนังตะลุง เป็นต้น
ด้านการแต่งกาย ได้แก่ การทอผ้าไหม ทอผ้าฝ้าย ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นจะมีลักษณะและความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละท้องถิ่น

ด้าน อาหาร ได้แก่ การจัดประดับตกแต่งอาหารให้มีความสวยงาม ด้วยการแกะสลักด้วยความประณีต การจัดเลี้ยงอาหารแบบขันโตกของทางเหนือ ด้านอาหารที่ขึ้นชื่อของไทย คือ ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเลียง ข้าวยำปักษ์ใต้ ข้าวซอย ส้มตำ เป็นต้น
ด้านเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากิน ได้แก่ การทำระหัดน้ำ การประดิษฐ์กระเดื่องสำหรับตำข้าว การทำเครื่องมือจับสัตว์ เช่น แห อวน ยอ เป็นต้น
ด้านที่อยู่อาศัย ได้แก่ การคิดรูปแบบและวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านที่สัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศ และลักษณะภูมิอากาศ เช่น รูปแบบบ้านทรงไทยโบราณ ซึ่งมีใต้ถุนสูง และหลังคามีหน้าจั่วสูง ซึ่งเหมาะกับภูมิอากาศในประเทศไทย เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ได้แก่ การคิดค้นนำส่วนต่างๆ ของพืชสมุนไพร นอกจากมาเป็นอาหารแล้ว ยังนำมาใชสกัดเป็นยารักษาโรค เช่น ขิง กระชายดำ พริกไทย เป็นต้น นอกจากนี้พืชสมุนไพรยังนำมาใช้เป็นยาฆ่าแมลง เช่น เปลือก ใบและผลสะเดา ตะไคร้หอม นอกจากนี้การแพทย์แผนไทยแต่ดั้งเดิมมามีการนวดจุดเพื่อรักษาโรคต่างๆ หรือแม้แต่ท่าฤาษีดัดตน เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เป็นต้น
ความหมายของคำว่า ภูมิปัญญา และคำที่เกี่ยวข้อง
ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ภูมิปัญญา (Wisdom) หมายถึง พื้นความรู้ความสามารถ
นอกจากนี้ ยังมีคำที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาหลากหลาย อาทิเช่นภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญา
ชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผู้ทรงคุณภูมิปัญาไทย และ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น
ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถ วิธีการ ผลงานที่คนไทยได้ศึกษา เก็บรวบรวมความรู้
และ จัดเป็นองค์ความรู้ ปรับปรุง พัฒนา ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลดีงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ นำไปแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย
ภูมิปํญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญษชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน หมายถึง สิ่งที่แสดงความรู้
ความคิด และการกระทำของบรรพบุรุษของเรา เพื่อที่จะดำรงชีวิตรอดอย่างมีความสุข
ดังนั้น การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงต้องศึกษาควบคู่ไปกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้อง
สอดคล้องสัมพันธ์กัน ในขณะเดียวกัน การศึกษาวัฒนธรรมพื้นบ้านก็จะต้องเกี่ยวโยงกับงานที่ทำได้ง่าย ๆ
คือ งานทำด้วยมือหรืองานหัตถกรรม และศิลปกรรมพื้นบ้าน
ผู้ทรงภูมิปัญญาไทย หมายถึง บุคคลทีเป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน แล้วนำภูมิปัญญานนั้นไปใช้ั
ประโยชน์เพื่อดำรงชีวิตได้สำเร็จ มีผลงานดีเด่น ได้รับการยกย่อยเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถถ่ายทอดเชื่อมโยง
ภูมิปัญญาแต่ละสาขาให้แพร่หลาย
ปราชญ์ชาวบ้าน หมายถึง บุคคลที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน และนำภูมิปัญญาไปใช้ประโยชน์ใน
การ ดำรงชีวิตจนประสบความสำเร็จ สามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของอดีตกับปัจจุบันได้เหมาะสม

ประเภทของภูมิปํญญา
ภูมิปัํญญาไทย แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ชาติ และระดับท้องถิ่น
1. ภูมิปัญญาระดับชาติ เป็นภูมิปัญญาที่พัฒนาสังคมไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในอดีต
เช่น การกอบกู้เอกราชโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และการเสียแผ่นดินบางส่วนของประเทศไทย
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจึุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรักษาเอกราชชาติไทย ทำให้ประเทศไทยไม่ตกเป็น
เมืองขึ้นของชาติตะวันตกในยุคล่าอณานิคม หรือจักรวรรดินิยม
2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน คือสิ่งที่แสสดงความรู้ ความคิดและการกระทำของบรรพบุรุษของเรา เพื่อที่ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

ลักษณะของภูมิปัญญาไทย
ลักษณะของภูมิปัญญาไทย มีดังนี้
1. ภูมิปัญญาไทย เป็นเรื่องใช้ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) ความเชื่อ (Belief)
และพฤติกรรม (Behavior)
2. ภูมิปัญญาไทย แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและคนกับ
สิ่งเหนือธรรมชาติ
3. ภูมิปัญญาไทย เป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิต
4. ภูมิปัญญาไทย เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหา การจัดการ การปรับตัว การเรียนรู้ เพื่อคงวามอยู่รอด
ของบุคคล ชุมชน และสังคม
5. ภูมิปัญญา เป็นแกนหลัก หรือกระบวนทัศน์ในการมองชีวิต เป็นพื้นความรู้ในเรื่องต่าง ๆ
6. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะหรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง
7. ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคมตลอดเวลา

คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญญาไทย
คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญาไทย สรุปได้ดังนี้
1. เป็นผู้มีคุณธรรม ได้การยอมรับจากบุคคลทั่วไป มีความรู้ความสามารถทั้งด้านวิชาชีพ การพัฒนา
ท้องถิ่น และเป็นผู้ใช้หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิต
2. ขยันหมั่นเพรียร ไฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ได้ลงมือทอลองทำตามสิ่งที่ได้ศึกษา จนประสบความสำเร็จ
เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แนะนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ชัดเจน ไปปรับปรุงใช้ในชุมชนสังคมอยู่เสมอ
3. เป็นผู้นำท้องถิ่น คนในสังคมให้การยอมรับยกย่องนับถือ ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นอย่างดี สนใจแก้ไข
ปัญหาท้แองถิ่น หาทางช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างดี
4. เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถิ่น ทำให้คนในท้องถิ่นเกิดความรัก ความเข้าใจ
ความเห็นอกเห็นใจ และมีความสามัคคี ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นหรือสังคมมีความเจริญ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลให้
คนในท้องถิ่นผลฃิตผลงานที่มีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับ
5. มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ เป็นวิทยากรรับเชิญไปภายนอก หรือมีประชาชนเข้ามาชม
ผลงาน และถ่ายทอดความรู้ให้เข้าใจเป็นอย่างดี
6. เป็นผู้มีความรอบรู้ เชี่ยวชาญ ได้รับการยกย่อง สามารถสร้างผลงานใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
จนได้รับการยอมรับจากสาธารณชน

สาขาภูมิปัญญาไทย
การกำหนดสาขาภูมิปัญญาไทย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ต่าง ๆโดยภาพรวมภูมิปัญญา
ไทยสามารถแบ่งได้เป็น 10 สาขา ดังนี้
1. สาขาเกษตร
2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม
3. สาขาแพทย์แผนไทย
4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5. สาขาภาษาและวรรณกรรม
6. สาขาศิลปกรรม
7. ศาสนาและประเพณี
8. สาขาการจัดการองค์กร
9. สาขาสวัสดิการ
10. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน

ความสำคัญของภูมิปัญญาไทย
คุณค่าของภูมิปัญญาไทยสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจากบรรพบุรุษุที่ได้สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคง
ให้ชาติบ้านเมือง มีการดำรงชีวิตที่อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ทำให้คนในชาติเกิดความรักและความภาคภูมิใจ
เพื่อสืบสานไปสู่อานาคต สรุปความสำคัญได้ดังนี้
1. สร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ภูมิปัญญาในการสร้างชาติ สร้างความเป็น
ปึกแผ่นของประเทศ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงปัจจุบัน
2. สร้างความภาคภูมิใจ และเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของความเป็นไทย
มวยไทย มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ปัจจุบันมีค่ายมวยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
ภาษาและวรรณกรรม ช่ไทยมีภาษาผูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง วรรณกรรมเป็นที่รู้จัก
มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ สุนทรภู่เป็นนักปราชญ์ทางวรรณกรรมบุคคลหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจาก
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒฯธรรมแห่งประชาชาติื (ยูเนสโก) เป็นกวีเอกของโลก
อาหารไทย เป็นอาหารที่ชาวต่างชาติชื่นชอบและรู้จักกันแพร่หลาย อาทิเช่น ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ เป็นต้น
สมุนไพรไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับจากนานาประเทศ จนบาง ประเทศนำสมุนไพรไทยไปจดเป็น
ลิขสิทธิ์ของตนเอง
3. การนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตอย่างเหมาะสม ทำให้รู้จักพึ่งพาอาศัยกัน ให้อภัยกัน
4. การนำธรรมชาติมาใช้ในการดำรงค์ชีวิต เช่น อาหารไทย มักเป็นอาาหาร หวาน มันมีกะทิเป็น
ส่วนประกอบ หากรัปทานมากก็จะทำให้เกิดท้องอืดได้ ดังนั้น จึงมีการนำพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบมะกูดมาใส่
เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว
5. การพัฒนาชีวิตให้เหมาะสมกับยุคสมัย

ในยุคสมัย ได้มีการพัฒนาไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ตัวอย่างเช่น คนในสมัยก่อนใช้เรือพาย เป็นพาหนะในการเดินทาง
แต่ปัจจุบันมีการพัฒนามาเป็นเรือที่ใช้เครื่องยนต์แทนทำให้
การเดินทางรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาการเดินทาง
ให้หลากหลายวิธีมาก เช่นรถยนต์ เครื่องบิน รถไฟใต้ดิน เป็นต้น

ภูมิปํํญญาไทยกับปัจจัยสี่
1. ภูมิปัญญาไทยด้านอาหารเครื่องดื่ม (อาหาร)
2. ภูมิปัญญาไทยด้านการแต่งกาย (เครื่องนุ่งห่ม)
3. ภูมิปัญญาไทยด้านที่อยู่อาศัย (ที่อยู่อาศัย)
4. ภูมิปัญญาไทยด้านสุขภาพอนามัย (ยารักษาโรค)

ภูมิปัญญาไทยด้านอาหาร เครื่องดื่ม
สังคมไทยมีความอุดมสมบรูณ์ บรรพบุรุษได้จัดรูปแบบอาหารได้อย่างเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ
และสภาพของสังคมในแต่ละภาค ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ

1. ภาคกลาง อาหารของงภาคกลางเช่นน้ำพริกปลาทู แกงเลียง ต้มโคล้ง ต้มส้ม เป็นต้น

นํ้าพริกปลาทู แกงเลียง ต้มโคล้งกุ้งสด ต้มส้ม

2. ภาคเหนือ เช่น น้ำพริกอ่อง ขนมจจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย แคบหมู ไส้อั่ว แกงโฮะ เป้นต้น

น้ำพริกอ่อง ขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย แคบหมู

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เช่นส้มตำ ปลาร้า น้ำตก ลาบ ก้อย ซุบหน่อไม้ ข้าวเหนียว เป็นต้น

ส้มตำ ลาบ ก้อย ไก่ย่าง นํ้าตก ซุบหน่อไม้

4. ภาคใต้ เช่นข้าวยำ แกงไตปลา แกงเหลือง ผัดสะตอ เป็นต้น

ข้าวยำ แกงไตปลา แกงเหลือง ผัดสะตอ

ด้านขนมไทย เป็นภูมิปัญญาไทย โดยคำว่า "ขนม" มาจากคำว่า "ข้าวหนม"



ข้าวหนม เป็นข้าวผสมกับน้ำอ้อยหรือน้ำตาล คำว่า "หนม" แปลว่า หวาน เมื่อรวมคำแล้ว ข้าวหนม
จึงหมายถึงข้าวหวาน ต่อมาเสียงสั้นลงเป็น "ขนม"
ขนมไทย ในสมัยโบราณ มีส่วนผสมมาจากแป้งและน้ำตาล ต่อมา ในสมัยพระสมเด้จพระนารายณ์มหาราช
จึงเริ่มมีการทำขนมที่มีส่วนผสมของไข่ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เป็นต้น และในปัจจุบันได้มี
การประยุกต์ ดัดแปลงจนทำให้มีขนมไทยหลายหลายชนิด
ผลไม้ มีตลอดทั้งปี ทานได้ทุกฤดูกาล
สมุนไพร สมุนไพรของไทยหลายหลากชนิดสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ เช่น ใบเตบ ตะไคร้ มะตูม
กระเจี๊ยบ ขิง ดอกคำฝอย เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดจะให้สรรพคุณแตกต่างกันไป อาทิเช่น น้ำขิง ช่วยขับลม
น้ำกระเจี๊ยบช่วยขับปัสสาวะ น้ำมะตูมทำให้เจริญอาหาร และบำรุงธาตุ เป็นต้น
ปัจจุบันมีปผู้นิยมดื่มน้ำสุนไพรกันมาก เพราะทำให้สุขภาพดี และมีราคาถูก ถ้านักศึกษาสนใจสรรพคุณ
ของสมุนไพรอื่น ๆ หาได้จากหนังสือความรู้ด้านสมุนไพรที่มีอยู่มากมายและหลากหลาย นอกจากนี้ อาจค้นคว้า
เพิ่มเติมได้จากอินเตอร์เน็ต

ภูมิปัญญาไทยด้านการแต่งกาย
บรรพบุรุษไทยได้สั่งสมภูมิปัญญาจากกระบวนการเรียนรู้ ทดลองพัฒนาจากธรรมชาติจนสามารถผลิต
เส้นใยผ้า อุปกรณ์การทอผ้า ตลอดจนการย้อมผ้าให้มีสีสันที่สวยงามจากผลิตภัณฑ์ ธรรมชาติ จนกลายเป็น
เครื่องแต่งกายที่มีคุณค่ามาจนถึงปัจจุบัน เช่น
ต้นคราม ให้สีฟ้าอ่อน หรือสีคราม
ขี้ครั่ง ให้สีแดง
แก่นขนุน ให้สีเหลือง ถึงเหลืองอมน้ำตาล
ลูกมะเกลือ ให้สีเทา น้ำตาล จนถึงดำ
ยอป่า ให้สีแดง
เข ให้สีเหลือง

ภูมิปัญญาไทยด้านที่อยู่อาศัย
บ้าน คือ ที่อยู่อาศัย ซึ่งนับเป็นความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต การสร้างที่อยู่อาศัยของไทย มีรูปแบบที่
หลากหลายตามสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น การสร้างบ้านจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของคนในท้องถิ่น
สภาพสังคม เศรษฐกิจ คติความเชื่อของผู้สร้าง แม้ว่าที่อยู่อาศัยของคนไทยทั้ง 4 ภาค จะไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น ที่อยู่อาศัยของคนภาคกลาง ส่วนใหญ่จะเ็ป็นบ้านยกพื้นสูงใต้ถุนโล่ง มีหน้าต่าง และช่องลม
จำนวนมากเพื่อรับลม คลายความร้อน ส่วนหลังคาเป็นรูปจั่ว เพื่อปกป้องความร้อนจากดวงอาทิตย์ และให้ฝน
ไหลลงสู่พื้นได้รวดเร็วขึ้น และเก็บน้ำฝนไว้ใช้ดื่มกิน
ความแตกต่างของบ้านสี่ภาค แตกต่างและมีลักษณธดังนี้

1. บ้านเรือนภาคกลาง




แบ่งเป้น 2 ลักษณะคือ
- เรือนเครื่องผูก เ้ป็นเรือนที่ใช้วัสดุก่อสร้างจากธรรมชาติ เช่นไม้ไผ่ จาก หญ้าคา ยึดโครงด้วยตอก
รือเส้นหวาย ซึ่งมีอายุใช้งานไม่มากนัก
- เรือนเครื่องสับ สร้างด้วยวัสดุไม้เนื้อแข็งยึดโครงด้วยการเข้าเดิอย บางส่วน บางส่วนอาจยึดด้วยโลหะ
ลักษณะโครงสร้างและสิ่งแวดล้อมของการปลูกเรือนไทยภาคกลาง
1. มักเป็นชุมชนที่อยู่ริมน้ำและที่ราบ บ้านมีลักษณะใต้ถุนสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม
2. หลังคาจั่วสูง ชายคายื่นยาว เพื่อบรรเทาอากาศร้อน ทำให้เย็นสบาย
3. วัสดุที่ใช้มุงหลังคา ใช้หญ้าคา จาก ไม้ กระเบื้องดินเผา เพื่อกันความร้อน
4. ลักษณะบ้านอยู่ในบริเวณเดียวกัน เป็นครอบครัวใหญ่

2. บ้านเรือนภาคเหนือ
เนื่องจากภาคเหนือมีอากาศหนาวเย็นารปลูกบ้านจึงต้องใช้ภูมิปัญญาเพื่อให้เกิดความอบอุ่นและความเชื่อดังนี้

1. เพราะอากาศหนาวเย็น การปลูกเรือน จะวางตัวเรือนขวางตะวัน หันด้านกว้่างที่เป็น
จั่วในแนวเหนือ-ใต้เพื่อให้บ้านได้รับแสงแดดเพื่อความอบอุ่น
2. ความเชื่อผีบรรพบุรุษ จึงมีการแบ่งพื้นที่เรือนส่วนใน (ห้องนอน) ตั้งหิ้งบูชาผีปู่ย่า
และห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า
3. คนภายนอกเข้าออกได้เฉพาะส่วนนอกได้เฉพาะส่วนนอก เช่น ชานครัว เพราะ
ถ้าละเมิดถือว่าเป็นการผิดผี

3. บ้านเรือนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เนื่องจากภาคเหนือมีอากาศหนาวเย็น การปลูกบ้านจึงต้องใช้ภูมิปัญญาเพื่อให้เกิดความอบอุ่น
และความเชื่อดังนี้

1. ทำเลที่ตั้งของบ้านที่แตกต่างกัน เช่น ที่ราบลุ่ม ที่ดอน ไกล้ป่าละเมาะ หรือ
บางแห่งใกล้แหล่งน้ำบางพื้นที่แห้งแล้ง การปลูกเรือนจึงมีหลายตามพื้นที่
ที่สร้างบ้านและประโยชน์การใช้สอย
2. ความเชื่อ เช่น ห้ามถมหรือปลูกเรือนทับบ่อน้ำที่ขุดไว้เช่นใช้ร่วมกันห้ามปลูก
เรือนทับตอไม้หรือปลูกเรือนคร่อมจอมปลวก ทับหนองน้ำเพราะจะนำความล่มจม
มาสู่เจ้าของเรือน

4. บ้านเรือนภาคใต้
เนื่องจากภาคใต้มีฝนตกชุก ทำให้ดินทรุดต้วง่าย ลักษณะบ้านจึงเป็นดังนี้

1. ภาคใต้ลักษระอากาสมีฝนตกชุก มีลมและลมแรงตลอดปี บ้านเรื้องจึง
มักมีหลังคา เตี้ยลาดชันเป็นการลดการประทะของแรงลม เมื่อฝนตกจะทำ
ให้น้ำไหลได้เร็วขึ้นจะทำให้หลังคาแห้งไวด้วย
2.ฝาเรือนเป็นไม้กระดานตีเกล็ดในแนวนอน เพื่อลดแรงต้านของลม
3.เป็นเรือนใต้ถุนสูงเสาบ้านไม่ฝังลงดินเพราะดินทรุดง่ายจึงใช้วิธีหล่อ
ซีเมนต์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดโตกว่าเสาปกติความสูงประมาณ 3 ฟุต
เพื่อวางเสาเรียกว่า"ตีนเสา"นอกจากนี้ยังป้องกันปลวกและเชื้อราด้วย
4. ลักษณะพิเศษ เรือนภาคใต้สามารถเคลื่อนย้ายไปปลูกในพื้นที่อื่น ๆ
ได้โดย ไม่ต้องรื้อ หรือถอดส่วนประกอบของเรือนอก

ภูมิปัญญาไทยด้านสุขอนามัย
ประวัติการแพทย์แผนไทย พอสรุปเป็นลำดับได้ดังนี้
- สมัยอยุธยา การแพทย์แผนไทยเริ่มในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมีการรวบรวมตำรับยาขึ้น
เป็นครั้งแรก
- สมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงให้มี
การรวบรวมและ จารึกตำรายา ตำราการนวดตามศาลาราย มีรูปฤาษีดัดตนในบริเวณวัด
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระบรมราชโชองการให้ผู้มีความรู้เรื่องสรรพคุณยา และผู้ชำนาญการรักษาโรค และผู้มีตำรายาเข้ามาถวาย โดยให้หมอหลวงพิจารณาคัดเลือก
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แผนโบราณแห่งแรก คือ
โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์
แนวทางการปฏิบัติ ภูมิปัญญา ภูมิปัญญาด้านสุขอนามัย มีอยู่ 3 แนวทาง คือ
1. ภูมิปัญญาด้านเภสัช
2. ภูมิปัญญาด้านเวชกรรมไทย
3. ภูมิปัญญาด้านการนวดแผนโบราณ

ภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับความคิดและความเชื่อ
สังคมไทยมีความเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม จากหลักคำสอนทางศาสนาเชื่อหลักการเวียนว่ายตายเกิด
อิทธิของดวงดาว จักรราศรี แม้ว่าในสังคมยึคใหม่จะเชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ความเชื่อเก่า ๆ
ก็ยังมีอิทธิพลของอยู่ ซึ่งสังคมไทยมีความเชื่ออยู่ 3 เรื่อง คือ

1. ความคิด ความเชื่อเกี่ยวกับวันเกิด
คนไทยมีความเชื่อ วัน เดือน ปีเกิด เวลาตกฝาก มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคน ดังนี้
คนเกิดวันอาทิตย์ มีอริยามธาตุราชสีห์ คือ มีความเป็นใหญ่ เข้มแข็ง รักความเป็นอิสระ รักเกียรติยศ ศักดิ์ศรี
คนเกิดวันจันทร์ ได้รับอธิพลจากดวงจันทร์ มีลักษณะนิ่มนวล อ่อนหวาน ใจเย็น มีเสนห์ อารมณ์อ่อนไหว
คนเกิดวันอังคาร มีความกล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ชอบต่อสู้
คนเกิดวันพุธ เชื่องช้า ความจำดี อยู่ในโอวาท สุภาพ ช่างคิด
คนเกิดวันพฤหัสบดี ชอบศึกษาหาความรู้ เฉลียวฉลาด มีเมตตา โอบอ้อมอารี
คนเกิดวันศุกร์ เป็นคนรักสงบ รักหมู่คณะ ชอบความรื่นเริง ความสวยงาม รักศิลปะ
คนเกิดวันเสาร์ เ็นคนอดทน รักสันโดษ ช่างสังเกต ระมัดระวัง เป็นต้น

2. ความคิดเชื่อเรื่องการตั้งชื่อ
โดยทั่วไปมักนำวัน เดือน ปี เวลาตกฟากไปผูกดวงชะตาและตั้งชื่อ และนำไปให้พระภิกษุที่มีความรู้
ตั้งชื่อให้ เพราะเชื่อว่าชื่อมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ชื่อที่ดีไม่มีลักษณะกาลกิณี จะทำให้มีชีวิตที่ดี
ตรงกันข้าม ถ้าชื่อไม่เป็นมงคลกับวันเดือนปีเกิด จะทำให้ชีวิตมีอุปสรรค หรือพบกับความอัปมงคล

3. ความเชื่อเรื่องต้นไม้มงคล
ประเทศไทยมีต้นไม้หลายชนิดที่มีชื่อและความหมายเป็นมงคล คนไทยส่วนใหญ่จึงมีความเชื่อว่า
ถ้านำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะเกิดความเป็นสิริมงคล ตัวอย่างเช่น
ต้นขนุน หมายถึง หนุนให้ดีขึ้น สนับสนุนให้เจริญก้าวหน้า
ต้นทองหลาง หมายถึง การมีเงินทอง มีความร่ำรวย
ต้นไผ่สีสุก หมายถึง ความสุขความเจริญ ปราศจากความทุกข์
ต้นสัก หมายถึง ความมีเกียรติ มียศถาบรรดาศักดิ์
ต้นราชพฤกษ์ หมายถึง ความยิ่งใหญ่ การมีอำนาจวาสนา

กระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาไทย
เนื่องจากภูมิปัญญาไทย และภูมิปัญญาทองถิ่นต่างมีความสัมพันธ์และมีความเชื่อมโยงกันลักษณะ
การถ่านทอดจึงมีลักษณธดังนี้
1. การถ่ายทอดด้วยวิธีการผ่านทางกิจกรรมอย่างง่าย ๆ เช่น การละเล่น การเล่านิทาน การทายปริศนา
ซึ่งมักเป็นวิธีที่ใช้เด็ก มักมุ่งเน้นในเรื่องของจริยธรรม
2. วิธีการบอกเล่าหรือเล่าผ่านทางพิธีกรรมต่าง ๆ เช่นพิธีกรรมทางศาสนา พิธีการแต่งงาน พิธีกรรม
ขนบธรรมเนียมของท้องถิ่นต่าง ๆ หรือการลงมือประกอบอาชีพตามแบบอย่างบรรพบุรุษ
3. การถ่ายทอดในรูปแบบของการบันเทิง เป็นการสอดแทรกในเนื้อหาื คำร้องของการแสดงต่าง ๆ
เช่น ลิเก โนรา หนังตะลุง หมอรำ ซึ่งมักกล่าวถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ธรรมเนียม ประเพณี คติคำสอน อาชีพ
จารีตประเพณี เป็นต้น
4. การถ่ายทอดเป้นลายลักษณ์อักษร ในอดีตมีการจารโลงบนใบลาน และเขียนลงในสมุดข่อย ส่วน
ในยุคปัจจุบันจะถ่ายทอดผ่านทางสื่อมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ

การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย
การอนุรักษ์วัฒธรรมไทยนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนไทยทุกคนมีวิธีการ ดังนี้
1. ศึกษา ค้นคว้า และการวิจัยวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งที่มีการรวบรวมไว้แล้วและยังไม่ได้ศึกษา เพื่อทราบความหมาย และความสำคัญของวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นมรดกของไทยอย่างถ่องแท้ ซึ่งความรู้ดังกล่าวถือเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต เพื่อให้เห็นคุณค่า ทำให้เกิดการยอมรับ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ต่อไป
2. ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า ร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติและของท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจและมั่นใจแก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยนและตอบสนองกระแส วัฒนธรรมอื่นๆ อย่างเหมาะสม
3. รณรงค์ให้ประชาชนและภาคเอกชน ตระหนักในความสำคัญ ของวัฒนธรรม ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้การรับผิดชอบร่วมกันในการส่งเสริมสนับสนุน ประสานงานการบริการความรู้ วิชาการ และทุนทรัพย์สำหรับจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม
4. ส่งเสริมและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการใช้ศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นสื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน
5. สร้างทัศนคติ ความรู้ และความเข้าใจว่าทุกคนมีหน้าที่เสริมสร้าง ฟื้นฟู และการดูแลรักษา สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติของชาติ และมีผลโดยตรงของความเป็นอยู่ของทุกคน
6. จัดทำระบบเครื่อข่ายสารสนเทศทางด้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ประชา สัมพันธ์ผลงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ สามารถเลือกสรร ตัดสินใจ และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตทั้งนี้สื่อมวลชนควรมีบทบาทในการ ส่งเสริม และสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นด้วย

การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย
1. การค้นคว้าวิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาค และประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น มุ่งศึกษาให้รู้ความเป็นมาในอดีต และสภาพการณ์ในปัจจุบัน

2. การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและความสำคัญของ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ สร้างจิตสำนึกของความเป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ ที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น เพื่อแสดงสภาพชีวิตและความเป็นมาของชุมชน อันจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นด้วย

3. การฟื้นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมาทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้อง ถิ่น โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม

4. การพัฒนา ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นพื้นฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพควรนำความรู้ด้าน วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อยอดใช้ในการผลิต การตลาด และการบริหาร ตลอดจนการป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

5. การถ่ายทอด โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบและ รอบด้าน แล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์และปฎิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ

6. ส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาของ ชุมชนต่างๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

7. การเผยแพร่แลกเปลี่ยน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและ วัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยให้มีการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ด้วยสื่อและวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

8. การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน ผู้ดำเนินงานให้มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณในลักษณะต่างๆ

บุคคลสำคัญ

ราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์


ต่อมาพื้นที่ของกรุงธนบุรีหรือบางกอกนั้น ได้มีการสร้างพระนครแห่งใหม่คือ กรุงรัตนโกสินทร์ หรือ กรุงเทพมหานคร (BANGKOK) ขึ้น หลังจากที่เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕

สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และสมเด็จเจ้าพระยาสุรสีห์สิงหนาท (บุญมา) สองพี่น้องผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบจลาจลนั้น เมื่อตำนานสกุลวงศ์ของบุคคลสำคัญทั้งสองจึงปรากฏว่าเป็นบุคคลที่สืบเชื้อสาย มาแต่ราชวงศ์สุโขทัย นับแต่สมเด็จพระมหาธรรมราชา (ขุนพิเรนทรเทพ เชื้อสายของราชวงศ์สุโขทัย) สมเด็จพระเอกาทศ (ได้พระมเหสีเป็นพระธิดาพระยาราม เชื้อสายขุนนางมอญ) กรมพระเทพามาตย์ (เจ้าแม่วัดดุสิต-เป็นพระธิดาของสมเด็จพระเอกาทศ) เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน-บุตรชายของกรมวรวงศาธิราช (ทอง) และพระยาราชนกูล (ทองคำ – ผู้อพยพครอบครัวผู้รับราชการเป็นพระอักษรสุนทรศาสตร์ ตั้งบ้านเรือนที่ป้อมเพชร กรุงศรีอยุธยา) ผู้เป็นพระบรมชนกของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง-แต่งงานกับสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ บุคคลในเชื้อสาย ณ บางช้าง) และสมเด็จเจ้าพระยาสุรสีห์สิงหนาท (บุญมา – ทหารเสือของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรี)

ดังนั้นการที่บุคคลในราชวงศ์สุโขทัยได้มีบทบาทสำคัญในอาณาจักรสยาม และทำให้ราชวงศ์กษัตริย์โบราณคือราชวงศ์สุโขทัยของพระร่วงเจ้าหรือราชวงศ์ เชียงเดิม ได้กลับมามีอำนาจและสถาปนาราชวงศ์จักรีขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในกรุงรัตน โกสินทร์นั้น จึงถือว่าเป็นราชวงศ์กษัตริย์สยามที่สืบราชสมบัติครองแผ่นดินยาวนานที่สุดใน โลก

ความเป็นมาของราชวงศ์กษัตริย์นี้ เริ่มจากอาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงทางตอนเหนือนั้น พระเจ้าอู่ทองได้สถาปนาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาขึ้นใน พ.ศ. ๑๙๘๓ นั้น ต่อมาได้มีการขยายอาณาจักรขึ้นทางตอนเหนือ จนเป็นเหตุมีการเจรจาเป็นไมตรีต่อกัน ดังนั้นบุคคลในราชวงศ์พระร่วงจึงเข้ามารับราชการอยู่ในสำนักกรุงศรีอยุธยา ด้วย



ดังนั้นบุคคลในสกุลวงศ์ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วงหรือราชวงศ์ สุโขทัย และเข้ามามีอำนาจในกรุงศรีอยุธยานั้น จึงเป็นดังนี้

สมเด็จพระไชยราชาธิราช หรือพระชัยราชา ผู้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เชียงรายนั้น ทรงสืบเชื้อสายมาจากพระโอรสของพระเจ้าอู่ทอง (พระเจ้าอู่ทองนั้นนับว่าเป็นพระโอรสพระเจ้าชัยศิริเชียงแสน) ที่เกิดก่อนครองราชเป็นกษัตริย์ ต่อมาเมื่อได้หัวเมืองทางเหนือจึงให้ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก และแต่งงานกับสตรีผู้เป็นเชื้อสายราชวงศ์กษัตริย์ทางเหนือ (คือสุโขทัย) ภายหลังได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา

พระเฑียรราชา พระอนุชาต่างพระมารดา ซึ่งมีเชื้อราชวงศ์กษัตริย์ทางเหนือเช่นกันก็เข้ามารับราชการอยู่ด้วย จนเกิดกรณีท้าวศรีสุดาจันทร์และขุนวรศาธิราช ต่อมาได้รับเชิญให้ขึ้นครองเป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าพระสุริโยทัยนั้นเป็นบุคคลที่มีเชื้อสายกษัตริย์ทางเหนือ เช่นกัน

ขุนพิเรนเทพ มีเชื้อสายสืบมาจากราชวงศ์สุโขทัย มีพระมารดาเป็นพระญาติกับพระสุริโยทัย จึงทำให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ทรงสถาปนาให้ขุนพิเรนทรเทพผู้กอบกู้ราช บัลลังก์ ซึ่งบุคคลที่เป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงหรือราชวงศ์สุโขทัย (จากพระมหาธรรมราชาลิไทย) ขึ้นเป็นพระมหาธรรมราชา ตำแหน่งอุปราชครองเมืองพิษณุโลกและหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งเจ็ด ในครั้งนั้นพระมหาธรรมราชายังได้รับพระราชทานพระสวัสดิราชผู้เป็นพระธิดาของ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระนางสุริโยทัยเป็นพระมเหสี ทรงพระนามว่าพระวิสุทธิ์กษัตริย์ทำให้พระมหาธรรมราชาเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย มีฐานะเป็นราชบุตรเขยซึ่งต่อมาได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าบุเรงนองเป็น กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ดังนั้นตลอดรัชกาลของพระองค์นั้นทรงให้พระราชโอรสทั้งสิองทำการกอบกู้ อิสรภาพของแผ่นดิน จนสามารถชนะสงครามยุทธหัตถี ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์

พระองค์ทรงมีพระราชธิดาและพระโอรส ๓ พระองค์ คือพระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ สมเด็จพระเอกาทศ

เมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๖ พระยาเกียน (บางแห่งเขียนพระยาเกียรติ์) พระยาราม (บางแห่งเขียนพระยาพระราม) ขุนนางเชื้อสายมอญได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์กรุง ศรีอยุธยาครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพเป็นไท ซึ่งมีปรากฏในพงศาวดารว่า

“ข้าพเจ้าจะนำพระองค์กับพระยาเกียน พระยาราม และญาติโยมทั้วปวงลงไปอยู่ ณ กรุงพระมหานครศรีอยุธยา จะได้ปฏิบัติภาระสนองคุณพระองค์ปลูกเลี้ยง พระยาเกียน พระยาราม ก็พร้อมโดยพระราชบริพาร”

เมื่อสมเด็จพระเนรศวรมหาราชนำบุคคลดังกล่าวอพยพครอบครัวถึงกรุงศรีอยุธยา ได้ให้พระมหาเถรคันฉ่องจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุ พระยาเกียน พระยาราม อยู่ที่ตำบลบ้านขมิ้น วัดขุนแสน ส่วนญาติพี่น้องนั้นอยู่ที่ตำบลบ้านหลังวัดนก

ต่อมา พระยาราม เชื้อสายขุนนางมอญผู้นี้มีลูกหลานสืบตระกูลอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาไม่ปรากฏ หลักฐานแน่ชัด นอกจากเล่ากันว่าพระราชธิดาในสมเด็จพระเอกาทศได้แต่งงานกับบุคคลที่สืบเชื้อ สายจากขุนนางมอญ ส่วนจะเป็นตัวพระยารามเองหรือลูกหลานในชั้นหลัง คือ เจ้าแม่วัดดุสิต

อีกความว่าสมเด็จพระเอกาทศ พระอนุชาธิราชนั้นทรงมีพระชายาเป็นสาวมอญ เป็นบุคคลในเชื้อสาย (บางแห่งว่าเป็นบุตรี) ของพระยาพระราม หรือพระยาราม (บางแห่งเรียกพระยารามราช) ขุนนางมอญที่พาครอบครัวและกลุ่มชาวมอญมาสวามิภักดิ์พึ่งพระบรมโพธิสมภารใน สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พร้อมกับพระยาเกียน (บางแห่งเขียนพระยาเกียรติ์) ผู้เป็นพระชายาผู้นั้นมีพระราชธิดาชื่อบัว (บางแห่งเรียกหม่อมเจ้าหญิงบัว)

ความที่เล่าต่างกันจึงมีทั้งสมเด็จพระเอกาทศทรงมีพระชายาเป็นพระธิดาของ พระยามอญคือพระยาราม และมีธิดาด้วยกันชื่อบัว และอีกความพระราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศแต่งงานกับผู้ชายเชื้อสายพระยามอญ (สายพระยาราม) แล้วมีพระราชธิดาด้วยกันชื่อ บัว

พระธิดาที่ชื่อบัวนี้ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นท้าวสมศักดิ์วงศามหาธาตี นั่นเอง ชื่อนี้อาจแต่งเติมกันในชั้นหลังให้สมฐานะ แต่มีบทบาทสำคัญมากในสมัยพระนารายณ์มหาราช มีฐานะเป็นพระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงถือเป็นบุคคลสำคัญที่ใกล้ชิดในราชสำนัก นั่นคือทำให้บุตรชายทั้งสองของนางร่วมดื่มน้ำนมจากเต้าเดียวกับสมเด็จพระ นารายณ์มหาราชด้วย ภายหลังในบั้นปลายชีวิตท้าวสมศักดิ์วงศามหาธาตี (บัว) ผู้นี้ได้ออกบวชอยู่ที่วัดดุสิต จึงได้รับสมัญญานามว่า “เจ้าแม่วัดดุสิต” เป็นที่เคารพสักการะของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสนิทกับเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) บุตรชายของนางที่ได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาลแห่งกษัตริย์กรุง ศรีอยุธยา

ท้าวสมศักดิ์วงศามหาธาตี (บัว) ผู้นี้ได้แต่งงานกับหม่อมเจ้าเจิดอำไพ (บางแห่งว่าเจิดอภัย) เป็นบุคคลที่สืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีบุตรชายหญิงด้วยกัน ๓ คน คือบุตรชายคนโตชื่อ เหล็ก ได้รับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีความชอบเป็นแม่ทัพในตำแหน่ง เจ้าพระยาโกษาธิบดี หรือที่รู้จักกันในนาม โกษาเหล็ก ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการรบ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๖ คนต่อมาเป็นหญิงชื่อแช่ม (บางแห่งว่าชื่อแจ่ม) ต่อมาได้เป็นท้าวศรีสุดารักษ์ พระมเหสีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และบุตรชายคนเล็กชื่อ ปาน ได้เข้ารับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีความชอบเป็น เจ้าพระยาโกษาธิบดี แทนพี่ชาย เดิมนั้นเป็นออกพระวิสูตรสุนทรราชทูตแห่งราชสำนักสยาม นำคณะทูตแห่งราชสำนักสยาม นำคณะทูตเดินทางไปเจริญพระราชไมตรี ณ ราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๐ สร้างชื่อเสียงให้ชาวฝรั่งเศสประจักษ์ในความสามารถที่รู้จักกันดีในนาม โกษาปาน ราชทูตแทนพระองค์

บุคคลในตระกูลนี้นับเป็นที่สนิทสนมกับราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากพงศาวดารครั้งเมื่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๖ ว่า

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิอาจกลั้นน้ำพระเนตรไว้ได้ ทรงพระอาลัยในเจ้าพระยาโกษาเป็นอันมาก ด้วยเจ้าพระยาโกษาขุนเหล็กคนนี้เป็นลูกพระนม และได้รับพระราชทานนมร่วมเสวยมาแต่ทรงพระเยาว์นั้น”

ครั้งนั้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงโปรดแต่งตั้งให้นายปานเป็น พระเจ้าโกษาธิบดี และพระองค์ทรงมีพระกรุณาธิคุณดังพระราชดำรัสว่า

“ขุนเหล็กพี่ท่านซึ่งถึงแก่มรณภาพนั้น ชำนิชำนาญในการเป็นแม่ทัพ และบัดนี้เราจะให้ท่านเป็นที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี และจะให้เป็นแม่ทัพแทนพี่ชายไปตีเมืองเชียงใหม่ ยังจะได้หรือมิได้”

ด้วยเหตุนี้เมื่อพระเพทราชาจางวางกรมช้างชาวบ้านพลูหลวงและขุนหลวงสรศักดิ์ (เดื่อ) คิดการใหญ่เอาราชบัลลังก์ และได้สถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวงขึ้น หลังจากที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๑ แล้วนั้น พระเพทราชาจึงได้ปลดเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีคลัง ออกจากตำแหน่งเนื่องจากเป็นผู้ไม่เห็นชอบในการที่พระเพทราชาสถาปนาพระองค์ ขึ้นเป็นกษัตริย์และทำการสถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวงขึ้น ประการสำคัญที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือการที่พระเพทราชาได้แต่ตั้งพระบรมภคินีและพระราช ธิดาของพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมเหสีของพระเพทราชา ในคราเดียวกัน

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๒๓๒ เจ้าโกษาธิบดี (ปาน) ได้ถูกกล่าวหาว่าขาดความจงรักภักดีที่รู้เบาะแสว่า เจ้าฟ้าอภัยทศ จะทำการกบฏแล้วปิดความ จึงถูกนำตัวมาลงทัณฑ์ โบยหลังด้วยหวาย ๑ ยก (๔๐ ที) แม้แต่หมอจีนที่ทำการรักษาเจ้าพระยาโกษาธิบดีก็ยังถูกลงอาญาอย่างหนัก อันเป็นสาเหตุให้เจ้าพระยาโกษาธิบดีได้ตรอมใจในเวลาต่อมา จนถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. ๒๒๔๒ มีหลักฐานบางแห่งว่า พระเพทราชาได้วางยาพิษเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และทำการริบราชบาตร จึงทำให้ลูกหลานในตระกูลนี้ถูกจับขังในเหตุนี้ด้วย เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะบรรดาลูกหลานของเจ้าพระยาโกษาธิบดีนั้นน่าจะหาโอกาสหลบลี้หนีราชภัยไป อาศัยที่อื่น (พบพระพุทธรูปตรีกายศิลปลพบุรีในหีบเหล็กที่กลางบ้านสะแกกรัง และบ้านสะแกกรังเป็นถิ่นกำเหนิดของสมเด็จพระปฐมบรมชนกแห่งราชการที่ ๑ ในเวลาต่อมา) หรือไม่ก็ถูกริดรอนอำนาจถูกเนรเทศให้ไปรับใช้อยู่ที่หัวเมืองให้ไกลจากเมือง หลวง โดยน่าจะมีการร้องขอละเว้นจากพระบรมภคินีและพระราชธิดาผู้ที่พระเพทราชาอาจ จะยังเกรงใจอยู่ในฐานะเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์องค์เดิมไว้

สำหรับเชื้อสายสกุลวงศ์ของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) จึงมีบุคคลที่น่าสนใจในสกุลคือ ๑.เจ้าแม่วัดดุสิต พระนามเดิมว่าหม่อมเจ้าบัว (บางแห่งว่าชื่อหม่อมเจ้าอำไพ) เป็นพระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. ๒๑๗๕ นัยว่าน่าจะเป็นพระธิดาของสมเด็จพระเอกาทศ และได้แต่งงานกับหม่อมเจ้าชายดำ (บางแห่งว่าหม่อมเจ้าเจิดอภัย หรือหม่อมเจ้าอภัย) ปรากฏว่ามีบุตร ๓ คน คือ

เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เกิด พ.ศ. ๒๑๗๕ มีภรรยาชื่อนิ่มซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงของ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าฟ้าหญิงศรีสุพรรณ ไม่ปรากฏหลักฐานชื่อบุตร ได้รับราชการเป็นแม่ทัพในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๖ (บางแห่งว่า พ.ศ. ๒๒๐๔)

ท้าวศรีสุดารักษ์ (แช่ม) ได้รับสถาปนาเป็นพระสนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๙ เดิมรับราชการเป็นราชทูตในตำแหน่งพระวิสูตรสุนทร สมัยพระนารายณ์มหาราชได้รับแต่ตั้งให้เดินทางไปเจริญพระราชไมตรี ณ ราชสำนักของพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๐ ครั้นเมื่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) พี่ชายถึงแก่อสัญกรรมก็ได้ความชอบใหเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดีแม่ทัพแทน และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๒๓๑ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) นั้นมีบุตร ๔ คนคือบุตรีคนโตไม่ปรากฏนาม บุตรชายคนที่สองชื่อขุนทอง ได้รับราชการเป็นพระยาอัษฎาเรืองเดช ต่อมาได้เป็นพระยาวรวงศาธิราช เสนาบดีกรมคลังในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ บุตรชายคนที่สามไม่ปรากฏนาม และบุตรชายคนที่สี่ไม่ปรากฏนาม

ต่อมาในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าเสือ บุคคลผู้เป็นทายาทในตระกูลดังกล่าวก็กลับมารับราชการในตำแหน่งสูงขึ้นอีก หากไม่เช่นนั้นแล้วลูกหลานของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ก็คงไม่ฟื้นและกลับมามีอำนาจในสมัยหลังได้

การที่สมเด็จพระเพทราชาแต่ตั้งพระอัครมเหสีเดิม (กัน) ขึ้นเป็นพระมเหสีกลาง แต่งตั้งพระราชกัลยาณี (เจ้าฟ้าหญิงศรีสุวรรณ) พระบรมภคินีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นกรมหลวงโยธาทิพ เป็นอัครมเหสีฝ่ายขวา และแต่งตั้งเจ้าฟ้าหญิงกรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาของพระนารายณ์มหาราชเป็นอัครมเหสีฝ่ายซ้ายนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ ทำให้พระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไม่มีความจงรักภัคดีที่พระเพทราชาบังอาจกระทำในเรื่องที่ไม่ควรดังกล่าวพระ อัครมเหสีเดิม (กัน) นั้นเล่าก็เป็นพระมารดาเลี้ยงของขุนหลวงสุรศักดิ์ (เดื่อ) ด้วย มีความปรากฏในพงศาวดาร ดังนี้

“ในขณะนั้นสมเด็จพระอัครมเหสีเดิม แห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกษซึ่งเป็นพระมารดาเลี้ยงของสมเด็จพระ เจ้าแผ่นดินได้อภิบาลบำรุงรักษาพระองค์แต่ยังทรงพระเยาว์นั้น ครั้นเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตแล้วจึงทูลสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ในที่ใกล้พระอารามวัดดุสิต และที่พระตำหนักวัดดุสิตนี้เป็นที่พระตำหนักมาก่อนครั้งแผ่นดินสมเด็จพระ นารายณ์เป็นเจ้า และเป็นมารดาเจ้าพระยาโกษาเหล็ก เจ้าพระยาโกษาปาน ซึ่งได้ขึ้นไปช่วยกราบทูลขอพระราชทานโทษสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินขณะเป็นหลวง สรศักดิ์และชกเอาปากเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ครั้งนั้น และเจ้าแม่ผู้เฒ่านั้นก็ได้ตั้งพระตำหนักอยู่ในที่นี่ ครั้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้และสมเด็จพระราชมารดาเลี้ยงก็ เสด็จตั้งพระตำหนักอยู่ในที่นั้นสืบต่อมาแล้วทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็นกรม พระเทพามาตย์ ส่วยสมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าในพระบรมโกษ ซึ่งทรงพระนามว่ากรมหลวงโยธาทิพและกรมหลวงโยธาเทพนั้น ก็ทูลลาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินแล้วเอาพระราชบุตรซึ่งทรงพระนามว่าตรัสน้อยนั้น ออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ในที่ใกล้พระอารามวัดพุทธไธสวรรค์”

สมเด็จพระอัครมเหสีเดิมขิงสมเด็จพระเพทราชานี้ นามเดิมชื่อกัน เป็นพระราชมารดาเลี้ยงของขุนหลวงสรศักดิ์ (เดื่อ) เนื่องจากนางกุสาวดี (กุลธิดา) พระราชมารดาเดิมเป็นพระราชธิดาของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ที่ถูกสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานให้สมเด็จพระเพทราชานำไปเลี้ยงดูใน ขณะที่มีพระครรภ์แล้ว ครั้นเมื่อประสูติขุนหลวงสรศักดิ์ (เดื่อ) ที่ตำบลโพธิ์ประทับช้าง แขวงเมืองพิจิตรแล้วก็คงมิได้กลับมาด้วย สมเด็จพระอัครมเหสีเดิม (กัน) จึงรับภาระเลี้ยงดูอย่างบุตรบุญธรรม ครั้นเมื่อสมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๒๔๐ นั้น สมเด็จพระอัครมเหสีเดิมจึงได้ขอลาออกมาตั้งพระตำหนักอยู่ใกล้วัดดุสิต พระตำหนักในพระอารามวัดดุสิตแห่งนี้เดิมเป็นของเจ้าแม่ผู้เฒ่า ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “เจ้าแม่วัดดุสิต” ผู้เป็นพระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเป็นพระมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ซึ่งครั้งหนึ่งขุนหลวงสรศักดิ์ (เดื่อ) ได้เคยไปขอร้องให้เจ้าแม่ผู้เฒ่าขึ้นไปกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ณ พระราชวังที่เมืองลพบุรี คราวมีเรื่องกับสมเด็จเจ้าพระยาวิไชย์เยนทร์ มีความในพงศาวดารว่า

“ฝ่ายหลวงสรศักดิ์ก็ไปเฝ้าเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นมารดาเจ้าพระยาโกษาเหล็ก โกษาปาน และเป็นพระนมผู้ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น และถวายบังคมแล้ว ก็กราบทูลแถลงการณ์อันพระเจ้าวิไชยเยนทร์ กระทำการร้อนในพระพุทธศาสนาเหมือนดังนั้นและได้กราบทูลพระกรุณาแล้วก็มิได้ เอาโทษ ข้าพระพุทธเจ้ามีความโทมนัสถึงพระพุทธศาสนา อันพระเจ้าพิไชยเยนทร์จะทำให้พระพุทธศาสนาให้พินาศเสื่อมสูญ ดังนั้นจึงชกเอาปากเจ้าสมุหนายกแล้วหนีลงมา และบัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธจะลงอาญาแก่ข้าพระพุทธเจ้า ขอจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อัญเชิญเสด็จขึ้นไปขอพระราชทานโทษข้าพระพุทธเจ้าครั้งหนึ่งเถิด”

สมเด็จพระราชมาดาเลี้ยง หรือพระอัครมเหสีเดิม (กัน) ของสมเด็จพระเพทราชาผู้นี้ได้ออกไปตั้งตำหนักอยู่ที่เดียวกับพระตำหนักของ เจ้าแม่วัดดุสิจ เมื่อเป็นอย่างนี้น่าเข้าใจว่าเจ้าแม่ดุสิต (หม่อมบัว หรือ เจ้าแม่ผู้เฒ่า) นั้น คงถึงแก่อสัญกรรมแล้ว และต่อมาสมเด็จพระราชมารดาเลี้ยงองค์นี้มาอาศัยอยู่ และได้รับแต่งตั้งเป็นกรมพระเทพามาตย์ (กัน) เมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๓ ก็น่าจะถูกเรียกว่าเจ้าแม่วัดดุสิตได้เช่นกัน

ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ (ขุนหลวงสรศักดิ์) บุตรชายของพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ชื่อ ขุนทอง ได้เข้ารับราชการมีความดีความชอบเป็นพระยาอัษฎาเรืองเดช และอยู่รับราชการจนมีตำแหน่งสูง เป็นเจ้าพระยาวรวงศาธิราช ตำแหน่งเสนาบดีคลัง ตามลำดับ

เจ้าพระยาวรศาธิราช (ขุนทอง) ขุนนางราชสำนักกรุงศรีอยุธยาผู้มีบุตรชายคนโต ๑ คน ชื่อทองคำ ได้ถวายตัวเข้ารับราชการเป็นที่จมื่นมหาสนิท หัวเมืองมหาดเล็กใน สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๕ สมเด็จพระเจ้าเสือได้สั่งลงพระอาญาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเพชร กรมพระราชบวรสถานมงคล และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระบัณฑูรน้อย โดยจับมัดเฆี่ยนยกละ ๓๐ ที ทุกเช้าเย็น เนื่องจากทรงพระพิโรธที่ช้างพระที่นั่งตกหล่มลึก กล่าวหาว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอได้ทำถนนผ่านบึงเพื่อให้ช้างพระที่นั่งเดิน ข้ามติดหล่ม หมายจะฆ่าเอาพระราชสมบัติถึงกับพระองค์ขับช้างพระที่นั่งไล่ฟันด้วยพระแสงขอ ง้าวและให้ทหารจับตัวมาลงพระอาญาดังกล่าว เรื่องนี้กรมพระเทพามาตย์ (กัน) พระตำหนักริมวัดดุสิตถึงกับต้องนั่งเรือพระที่นั่งขึ้นมายังพลับพลาที่ตำบล บ้านพลูหลวง แขวงเมืองนครสวรรค์ ดังมีความปรากฏในพงศาวดารว่า

“ขณะนั้นนายผลข้าหลวงเดิมคนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าเยียนสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองในเรือนโทษ จึงมีพระบัณฑูรตรัสว่า อ้ายผลบัดนี้สมเด็จพระราชธิดาทรงพระพิโรธ ดำรัสสั่งให้ลงพระอาญาแก่กูทั้งสองทุกเพลาเช้าเย็นเป็นนิจทุกวันๆ กว่าจะเสด็จกลับลงไป ณ กรุงเทพมหานครและกูทั้งสองจะทนพระราชอาญาได้หรือ จะมิตายเสียหรือ เองจะคิดประการใด นายผลได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าจะพ้นภัยจึงกราบทูลว่า ขอพระราชทานจงดำรัสให้ตำรวจเอาเรือเร็วลงไปกราบทูลเชิญสมเด็จพระอัยกีกรมพระ เทพามาตย์ ซึ่งเสด็จอยู่ ณ พระตำหนักริมวัดดุสิตนั้นมาช่วยกราบทูลโทษ เห็นว่าจะทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้เป็นมั่นคง ด้วยเหตุว่ากรมพระเทพามาตย์นี้มีคุณูปการเป็นอันมาก ได้อุปถัมภ์บำรุงเลี้ยงรักษาสมเด็จพระราชบิดามาแต่ทรงพระเยาว์นั้น จะว่ากระไรก็ว่ากันได้ เห็นจะขัดกันมิได้ และซึ่งจะอุบายคิดอ่านไปอย่างนั้น เห็นว่าจะพ้นโทษ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ตรัสได้ทรงฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย ทรงพระปีติโสมนัสยิ่งนัก จึงมีพระบัณฑูรตรัสใช้หลวงเกษตรรักษา ให้เอาเรือเร็วรีบลงไปเฝ้าสมเด็จพระอัยกีกรมพระเทพามาตย์ และให้กราบทูลโดยมูลเหตุทั้งปวงให้ทราบสิ้นทุกประการ แล้วจงทูลว่าเราทั้งสองพี่น้อง ขอถวายบังคมมาแทบฝ่าพระบาท สมเด็จพระอัยกีเจ้าขอจงทรงพระกรุณาโปรด เชิญเสด็จขึ้นมาช่วยทูลขอพระราชทานโทษข้าพเจ้าทั้งสองโดยเร็วเถิด ข้าพเจ้าทั้งสองจึงจะรอดจากความตายและซึ่งบุคคลใดจะมาเป็นที่พึ่งที่พำนัก ช่วยชีวิตข้าพเจ้าทั้งสองในคราวนี้เห็นไม่มีตัวแล้ว และหลวงเกษตรรักษารับสั่งแล้วก็มาลงเรือรีบไป ณ กรุงสามวันก็ถึง จึงเข้าไปเฝ้ากรมพระเทพามาตย์ พระตำหนักริมวัดดุสิตนั้น แล้ากราบทูลโดยมีพระบัณฑูรสั่งมานั้นทุกประการ

สมเด็จพระอัยกีได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกพระทัย จึงตรัสเรียกข้าหลวงสาวใช้สั่งให้ฝีพายผูกเรือพระที่นั่งมาประเทียบท่าเป็น การเร็วแล้วเสด็จโดยด่วนมาลงเรือพระที่นั่งให้รีบเร่งฝีพายขึ้นไปหลวงเกษตร รักษาเป็นเรือนำเสด็จ รีบเร่งไปทั้งกลางวันกลางคืน สี่วันก็ถึงท่าเรือประทับ จึงเสด็จขึ้นไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ณ พระตำหนักพลับพลานั้น

จึงพระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรเห็นกรมพระเทพามาตย์ พระราชมารดาเลี้ยงเสด็จขึ้นมา ก็กระทำปัจจุคมน์มหาการต้อนรับเชิญเสด็จให้ขึ้นนั่งร่วมราชาอาสน์ ทรงพระถวายอภิวาทแล้วลำดับถามว่า ซึ่งเจ้าคุณขึ้นมานี้มีกิจธุระเป็นประการใด จึงกรมพระเทพามาตย์กราบทูลว่า ได้ยินข่าวลงไปว่าพระราชบุตรทั้งสองเป็นโทษ จึงอุตสาหะขึ้นมาหา ทั้งนี้เพื่อจะทูลขอพระราชทานโทษ จึงมีพระราชโองการตรัสเล่าให้กรมเทพามาตย์ทรงฟังว่า อ้ายคนทั้งสองนี้มันคิดการกบฏ เดิมข้าพเจ้าให้มันเป็นแม่กองถมถนนข้ามบึงมันแสร้งทำเป็นพุหลุมไว้ให้ช้าง ซึ่งข้าพเจ้าขี่นั้นเหยียบถลำลงแล้ว มันก็คิดจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย จะเอาราชสมบัติ กรมพระเทพามาตย์จึงกราบทูลว่า อันพระราชบุตรทั้งสองนี้เป็นลูกเพื่อนทุกข์เพื่อนยากของพ่อมาแต่ก่อน และซึ่งจะคิดกบฏประทุษร้ายต่อพ่อนั้นหามิได้ กรมพระเทพมาตย์ กราบทูลวิงวอนขอพระราชทานโทษไปเป็นหลายครั้ง จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานโทษแก่กรมพระเทพามาตย์นั้น แล้วมีพระราชดำรัสมอบให้แก่กรมพระเทพามาตย์ว่า เจ้าคุณ จงเอามันทั้งสองลงไปเสียด้วยเถิด อย่าให้มันอยู่กับข้าพเจ้าที่นี่เลย และถ้าจะเอามันไว้ที่นี่ด้วยข้าพเจ้าไซร้มันจะคิดกบฏฆ่าข้าพเจ้าอีกเป็นมั่น คง และกรมพระเทพามาตย์รับสั่งแล้วก็ไปถอดสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสองพระองค์ ออกจากโทษ แล้วทูลลาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน พาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์มาลงเรือพระที่นั่ง แล้วเสด็จกลับลงมายังกรุงเทพมหานคร”

ดังนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าเพชร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงน่าจะไว้วางใจให้จมื่นมหาสนิท (ทองคำ) หัวหมื่นมหาเล็กออกไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสะแกกรัง เพื่อคอยกะเกณฑ์สิ่งของ และทำราชการด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการเสด็จประพาสล้อมช้างป่า และเมืองอุทัยธานีเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าว ช้างป่า มูลค้างคาว ไม้ ผลกระวาน เป็นต้น สำหรับใช้ในกองทัพและเป็นยุทธปัจจัยของสมเด็จเจ้าฟ้าเพชร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในโอกาสเป็นรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์ต่อไปด้วย

ครั้นสมเด็จเจ้าฟ้าเพชร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ” เมื่อ พ.ศ. ๒๒๕๑ จมื่นมหาสนิท (ทองคำ) มีความดีความชอบได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชนกูล (บางแห่งเขียนพระยาราชนิกูล) ปลัดทูลฉลองกรมมหาดไทย ดังนั้นครอบครัวนี้จึงได้ย้ายจากบ้านสะแกกรัง (ตำบลในเขตเมืองอุทัยธานี) ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ตรงเหนือป้อมเพชร จนมีบุตรธิดาเป็นครอบครัวใหญ่แถวบริเวณวัดสุวรรณดาราม (ต่อมาบริจาคที่ดินให้สร้างวัดนี้เป็นวัดประจำตระกูล)

ขณะที่พระยาราชนกูล (ทองคำ) อยู่ที่บ้านสะแกกรังนั้น ภรรยาให้กำเนิดบุตรชายคนโตชื่อ “ทองดี” มีความปรากฏเป็นหลักฐานในพระราชหัตเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวที่ทรงมีถึง เซอร์ จอห์น เบาริ่ง ในหนังสือ THE KINGDOM AND PEOPLE มีความแปลดังนี้

“ผู้ซึ่งเป็นพระมหาชนกแห่งปฐมกษัตรย์ราชวงศ์จักรี และเป็นพระอัยกาของพระบิดาแห่กษัตริย์องค์ปัจจุบัน (คือ ตัวข้าพเจ้าเอง) ของประเทศสยาม เป็นราชโอรสอันสูงศักดิ์ของราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนาง กระทรวงต่างประเทศ ซึ่งได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา และต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่บ้านสะแกกรัง อันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ อันเป็นสาขาของแม่น้ำใหญ่เชื่อมอาณาเขตติดต่อภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ สยาม ประมาณเส้นรุ้ง ๑๓” ๑๕” ๓๐ เหนือ ดูจะกว่าบ้างเล็กน้อย เส้นแวง ๙๙” ๙๐” ตะวันออก เล่ากันว่าบุคคลผู้มีความสำคัญได้ถือกำเหนิดที่นี่ และกลายเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษของราชวงศ์สยามที่มาจากหมู่บ้าน สะแกกรัง สู่กรุงศรีอยุธยา…”

บุคคลผู้มีความสำคัญถือกำเนิดที่บ้านสะแกกรังตามหลักฐานนี้ชื่อทองดี ก็คือสมเด็จพระปฐมบรมมหาราชนกนาถ (ทองดี) ผู้ซึ่งเป็นพระบรมชนกนาถของต้นราชวงศ์จักรีนั่นเอง

“นายทองดี” บุตรชายคนโตของพระยาราชนกูล (ทองคำ) ผู้นี้เกิดที่บ้านสะแกกรัง แขวงเมืองอุทัยธานี ต่อมาบิดาได้นำตัวไปรับราชการอยู่ด้วยที่กรมมหาดไทย โดยช่วยงานอยู่กับตน ในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าพระบรมโกษฐ์ (พ.ศ. ๒๒๗๕–๒๓๑๐) ในที่สุดได้รับตำแหน่งเป็น “หลวงพินิจอักษร” เสมียนตรากรมมหาดไทย ต่อมาเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี หลวงพินิจอักษรได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อลาสิกขาบทแล้วพระยานุกูล (ทองคำ) จึงได้สู่ขอ “ดาวเรือง” (บางแห่งว่าชื่อ “หยก”) หลานสาวของพระยาอภัยราชา สมุหนายกว่าราชการแผ่นดินในกรุงศรีอยุธยาให้แต่งงานอยู่กินตามประเพณี ต่อมาหลวงพินิจอักษร (ทองดี) ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอักษรสุนทรศาสตร์ เสมียนตรากรมมหาดไทย มีหน้าที่ร่างพระราชสาสน์ตราต่างๆ ของพระมหากษัตริย์และรักษาพระราชลัญจกร อันเป็นตราประจำแผ่นดิน

เจ้าคุณพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) และคุณนายดาวเรืองได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ภายในกำแพง ตรงกันข้ามกับป้อมเพชรด้านหลังนั้นปรากฏว่าได้เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป เมื่อมีฐานะดีขึ้นจึงได้ถวายที่ดินสร้างวัดชื่อวัดทอง (ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดสุวรรณดาราม) ไว้ใกล้ๆ บ้านและถือเป็นวัดประจำตระกูลตามคดีโบราณที่นิยมสร้างวัดให้ลูกหลานไปวิ่ง เล่นและใช้ทำบุญในหมู่ญาติที่รวมตัวกันเป็นชุมชนใหญ่

คุณนายดาวเรืองภรรยาของพระอักษรสุนทรศาสตร์ ได้มีบุตรคนแรกเป็นหญิงชื่อสา คนที่สองเป็นบุตรชายชื่อราม และบุตรคนที่สามเป็นหญิงชื่อแก้ว

ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๙ คุณนายดาวเรืองได้ตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่ พอเวลาครรภ์แก่จวนใกล้คลอดนั้น พระภิกษุเจ้าฟ้านเรนทร์ กรมขุนสุเรนทร์พิทักษ์ พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งเสด็จออกทรงผนวชได้เสด็จมาเยี่ยม และได้ทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ให้นางคลอดบุตรง่าย ครั้นถึงวันพุธ เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ ปีมะโรงตรงกับวันพุธที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙ คุณนายดาวเรืองได้คลอดบุตรเป็นชาย ในครั้งนั้นพระภิกษุเจ้าฟ้านเรนทร์ กรมขุนสุเรนทร์พิทักษ์ ทรงฉีกชายสบงผูกคอเด็กให้เป็นมงคล บุตรชายคนที่สี่นี้พระอักษรสุนทรศาสตร์ตั้งชื่อว่า “ทองด้วง”

เมื่อทองด้วงอายุได้ ๕ ขวบนั้น ชอบวิ่งเล่นตามประสาเด็กผู้ชาย ครั้งหนึ่งเด็กชายทองด้วงได้วิ่งถลาเข้าไปในกอ

เบ้าหลอมวัฒนธรรม

วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย
การติดต่อกับชาวต่างชาติของคนไทยในยุคสมัยต่าง ๆ มีผลต่อสังคมไทยหลายด้าน วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย โดยวัฒนธรรมบางอย่างได้ถูกปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและประเพณีดั้งเดิม ของคนไทย ขณะที่วัฒนธรรมบางอย่างรับมาใช้โดยตรง

1. วัฒนธรรมตะวันออกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย
อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกต่อสังคมไทยมีมาตั้งแต่ก่อนการตั้งอาณาจักรของคน ไทย เช่น สุโขทัย ล้านนา ซึ่งมีทั้งวัฒนธรรมที่รับจากอินเดีย จีน เปอร์เซีย เพื่อนบ้าน เช่น เขมร มอญ พม่า โดยผ่านการติดต่อค้าขาย การรับราชการของชาวต่างชาติ การทูต และการทำสงคราม
สำหรับตัวอย่างอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกที่มีต่อสังคมไทยมีดังนี้
1. ด้านอักษรศาสตร์ เช่น ภาษาไทยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในสมัยสุโขทัยได้รับอิทธิพลจากภาษาขอม รับภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตจากหลายทางทั้งผ่านพระพุทธศาสนา ผ่านศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จากอินเดีย เขมร นอกจากนี้ ในปัจจุบันภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็ได้มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากขึ้น
2. ด้านกฎหมาย มีการรับรากฐานกฎหมาย มีการรับรากฐานกฎหมายอินเดีย ได้แก่ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ โดยรับผ่านมาจากหัวเมืองมอญอีกต่อหนึ่ง และกลายเป็นหลักของกฎหมายไทยสมัยอยุธยาและใช้มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
3. ด้านศาสนา พระพุทธศาสนาเผยแผ่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ดังจะเห็นได้จากแว่นแคว้นโบราณ เช่น ทวารวดี หริภุญชัยได้นับถือพระพุทธศาสนา หรือสุโขทัย รับพระพุทธศาสนาจากนครศรีธรรมราชและได้ถ่ายทอดให้แก่อาณาจักรอื่น ๆ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทยตลอดมา นอกจากนี้ คนไทยยังได้รับอิทธิพลในการนับถือศาสนาอิสลามที่พ่อค้าชาวมุสลิมนำมาเผยแผ่ รวมทั้งคริสต์ศาสนาที่คณะมิชชันนารีนำเข้ามาเผยแผ่ในเมืองไทยนับตั้งแต่สมัย อยุธยาเป็นต้นมา
4. ด้านวรรณกรรม ในสมัยอยุธยาได้รับวรรณกรรมเรื่องรามเกรียรติ์ มาจากเรื่องรามายณะของอินเดีย เรื่องอิเหนาจากชวา ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการแปลวรรณกรรมจีน เช่น สามก๊ก ไซอิ๋ว วรรณกรรมของชาติอื่น ๆ เช่น ราชาธิราชของชาวมอญ อาหรับราตรีของเปอร์เซีย เป็นต้น
5. ด้านศิลปวิทยาการ เช่น เชื่อกันว่าชาวสุโขทัยได้รับวิธีการทำเครื่องสังคโลกมาจากช่างชาวจีน รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนาจากอินเดีย ศรีลังกา
6. ด้วยวิถีการดำเนินชีวิต เช่น คนไทยสมัยก่อนนิยมกินหมากพลู รับวิธีการปรุงอาหารที่ใส่เครื่องแกง เครื่องเทศจากอินเดีย รับวิธีการปรุงอาหารแบบผัด การใช้กะทะ การใช้น้ำมันจากจีน ในด้านการแต่งกาย คนไทยสมัยก่อนนุ่งโจงกระเบนแบบชาวอินเดีย เป็นต้น

2. วัฒนธรรมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย
ไทยได้รับวัฒนธรรมตะวันตกหลายด้านมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในระยะแรกเป็นความก้าวหน้าด้านการทหาร สถาปัตยกรรม ศิลปวิทยาการ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา คนไทยรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ดัวอย่างวัฒนธรรมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยที่สำคัญมีดังนี้
1. ด้านการทหาร เป็นวัฒนธรรมตะวันตกแรก ๆ ที่คนไทยรับมาตั้งแต่อยุธยา โดยซื้ออาวุธปืนมาใช้ มีการสร้างป้อมปราการตามแบบตะวันตก เช่น ป้อมวิไชยประสิทธิ์ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส ในสมัยรัตนโกสินทร์มีการจ้างชาวอังกฤษเข้ามารับราชการเพื่อทำหน้าที่ให้คำ ปรึกษาด้านการทหาร มีการตั้งโรงเรียนนายร้อย การฝึกหัดทหารแบบตะวันตก
2. ด้ารการศึกษา ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีชนชั้นนำจำนวนหนึ่ง เช่น พระอนุชาและขุนนางได้เรียนภาษาอังกฤษและวิทยาการตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงจ้างครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษและความรู้แบบตะวันตกในราชสำนัก
ในสมัยรัชการลที่ 5 มีการตั้งโรงเรียนแผนใหม่ ตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นมาจัดการศึกษาแบบใหม่ ทรงส่งพระราชโอรสและนักเรียนไทยไปศึกษาที่ประเทศต่าง ๆ เช่น โรงเรียนแพทย์ โรงเรียนกฎหมาย ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับและการตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. ด้านวิทยาการ เช่น ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์จนสามารถ คำนวณการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างถูกต้อง ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งเริ่มในสม้ยรัชกาลที่ 3 ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้งโรงพยาบาล โรงเรียนฝึกหัดแพทย์และพยาบาล ความรู้ทางการแพทย์แบบตะวันตกนี้ได้เป็นพื้นฐานทางการแพทย์และสาธารณสุขไทย ในปัจจุบัน
ด้านการพิมพ์ เริ่มจากการพิมพ์หนังสือพิมพ์รายปักษ์ภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2387 ชื่อ "บางกอกรีคอร์เดอร์" การพิมพ์หนังสือทำให้ความรู้ต่าง ๆ แพร่หลายมากขึ้น ในด้านการสื่อสารคมนาคม เช่น การสร้างถนน สะพาน โทรทัศน์ โทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป รถยนต์ รถไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่คนไทยเป็นอย่างมาก
4. ด้านแนวคิดแบบตะวันตก การศึกษาแบบตะวันตกทำให้แนวคิดทางการปกครอง เช่น ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐแพร่เข้ามาในไทย และมีความต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นอกจากนี้ วรรณกรรมตะวันตกจำนวนมากก็ได้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนรูปแบบการประพันธ์ จากร้อยกรองเป็นร้อยแก้ว และการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ ในสังคมไทย เช่น การเข้าใจวรรณกรรมรูปแบบนวนิยาย เช่น งานเขียนของดอกไม้สด ศรีบูรพา
5. ด้านวิถีการดำเนินชีวิต การรับวัฒนธรรมตะวันตกและสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มาใช้ ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยแบบเดิมเปลี่ยนแปลงไป เช่น การใช้ช้อนส้อมรับประทานอาหารแทนการใช้มือ การนั่งเก้าอี้แทนการนั่งพื้น การใช้เครื่องแต่งกายแบบตะวันตกหรือปรับจากตะวันตก การปลูกสร้างพระราชวัง อาคารบ้านเรือนแบบตะวันตก ตลอดจนนำกีฬาของชาวตะวันตก เช่น ฟุตบอล กอล์ฟ เข้ามาเผยแพร่ เป็นต้
พัฒนาการด้านศิลปวัฒนธรรมของไทย
4.1 ศิลปวัฒนธรรมของสมัยสุโขทัย
ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ถือเป็นยุคทองของสมัยกรุงสุโขทัย เนื่องจากได้เกิดแบบแผนความเจริญทางวัฒนธรรมที่เป็นของไทย ซึ่งความเจริญทางวัฒนธรรมดังกล่าว มีความเกี่ยวข้องกับ 3 รูปแบบ คือ พุทธศาสนา ภาษาไทย และศิลปะ
พระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ จนกลายเป็นวิถีชีวิตของประชาชน โดยมีวัดเป็น ศูนย์ กลางทางด้านการวัฒนธรรมของชุมชน มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่และสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชน และมีอิทธิพลต่อคติการปกครอง ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีวิต ระเบียบทางสังคมและศิลปะ
งานสร้างสรรค์ทางศิลปะของกรุงสุโขทัย เช่น พระพุทธรูป เจดีย์จิตรกรรม มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญโดยดัดแปลง รูปแบบศิลปกรรมจากขอม ให้มีลีลาอ่อนช้อยงดงาม ตัวอย่างเช่น พระพุทธรูปปางลีลา ยิ่งกว่านั้นแล้วพุทธศาสนายังมีบทบาทสำคัญต่องานสร้างสรรค์ ทางวรรณกรรมด้วย ดังตัวอย่าง บทพระราชนิพนธ์ของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) คือไตรภูมิพระร่วง
นอกจากนั้นแล้วเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งที่สำคัญของสมัยสุโขทัย คือภาษาไทย โดยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง มีการประดิษฐ์อักษรไทย ขึ้นจากเดิมที่เคยใช้ภาษาสันสกฤตหรือภาษาขอม อักษรไทยดังกล่าวนิยมใช้กันสืบต่อมาจนปัจจุบัน
4.2 ศิลปวัฒนธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา
1) ศาสนาและศิลปะ
ชาวกรุงศรีอยุธยานับถือพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ แต่ได้รับอิทธิพลขอม ศาสนาพราหมณ์ ที่แพร่หลายอยู่ก่อนหน้าการเข้ามาของ พุทธศาสนาอยู่มาก การผสมผสานกันของพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จึงเป็นลักษณะสำคัญของศาสนาในสมัย กรุงศรีอยุธยา ซึ่งสะท้อนให้เห็นใน ศิลปกรรมต่างๆ ได้แก่ งานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ภาษาและวรรณคดี และวัฒนธรรมประเพณี
2) สถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ได้รับอิทธิพลจากขอมและสุโขทัย เช่น พระปรางค์วัดพุทไธสวรรค์ วัดราชบูรณะ เป็นต้น ส่วนสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นเจดีย์แบบเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง เช่น เจดีย์วัดภูเขาทอง วัดชุมพลนิกายาราม เป็นต้น
3) ประติมากรรม
พระพุทธรูปได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมเรียกว่า พระพุทธรูปสมัยอู่ทองและตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยานิยมสร้างพระพุทธรูป แบบทรงเครื่อง อย่างไรก็ตามสมัยกรุงศรีอยุธยาพระพุทธรูปมีลักษณะน่าเกรงขาม และไม่งดงามเท่าสมัยสุโขทัย
4) จิตรกรรม
จิตรกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นภาพพุทธประวัติใช้สี 3 สีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น คือ สีด ขาว แล ีแดง และตอนปลาย เพิ่ม สีเขียว สีฟ้า และสีม่วง ภาพที่วาดเป็นภาพธรรมชาติ
5) ภาษาและวรรณคดี
ภาษาได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมขอม เป็นคำราชาศัพท์ วรรณคดีส่วนใหญ่เกี่ยวกับพุทธศาสนาทีสำคัญ เช่นลิลิตโองการแช่งน้ำ มหาชาติคำหลวง ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตพระลอ และกาพย์เห่เรือ เป็นต้น
6) วัฒนธรรมประเพณี
วัฒนธรรมกรุงศรีอยุธยา เป็นลักษณะวัฒนธรรมผสม ระหว่างวัฒนธรรมไทยแท้กับวัฒนธรรมต่างชาติที่สำคัญ ที่สุด คือ วัฒนธรรมอินเดียซึ่งรับมาจากพวกพราหมณ์ วัฒนธรรมและประเพณีสำคัญ เช่น พระราพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พิธีพืชมงคล พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีการบวช และการทำบุญ เป็นต้น
4.3 ศิลปวัฒนธรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีดังนี้
1) ศาสนา
ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการสังคายนาพระไตรปิฎกที่เรียกว่า ฉบับหลวงหรือฉบับทองใหญ่ และมีการตรากฎหมายปกครองคณะสงฆ์ ขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ
2) ประเพณีและวัฒนธรรม
พระราชประเพณีที่สำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และราชพิธีพืชมงคล เป็นต้น
ส่วนประเพณีท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับคนไทยโดยทั่วไป เช่น การลอยกระทงการเล่นสักวา การเล่นเพลงเรือ พิธีตรุษ สารท เป็นต้น
3) สถาปัตยธรรม
สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ คือการสร้างพระบรมมหาราชวัง
4) ประติมากรรม
ประติมากรรมชิ้นเอก คือ การแกะสลักประตูกลางด้านหน้าพระวิหารวัดสุทัศน์ และงานตกแต่งหน้าบรรณพระอุโบาสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
5) จิตรกรรม
จิตรกรรมส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนางาน จิตรกรรมที่สำคัญ เช่น ภาพเขียนในพระอุโบสถวัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น
6) วรรณกรรม
สมัยรัชกาลที่ 1 วรรณกรรมที่สำคัญ เช่น นิราศท่าดินแดง โครงพยุหยาตรา และมหาชาติคำหลวง เป็นต้น
สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นยุคทองของวรรณกรรม วรรณกรรมที่สำคัญ เช่น ละคร เรื่องขุนช้างขุนแผน อิเหนา รามเกียรติ์ และเพลงพากย์โขน เป็นต้น
กวีสำคัญในสมัยนี้ เช่น พระสุนทรโวหาร (ภู่) พระยาตรัง และสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นต้น
7) ดนตรีและนาฏศิลป์
การละเล่นที่สำคัญ คือ โขน ซึ่งพัฒนามาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ นิยมเล่นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ส่วนละคร มีทั้งละครนอกและละครใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีซอสายฟ้าฟาดคู่พระหัตถ์ และทรงพระราชนิพนธ์ เพลงบุหลันลอยเลื่อน ซึ่งต่อมา ทรงเรียกว่า เพลงพระสุบิน
การปรับปรุงประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตก แทนที่จะ ปรับปรุงประเทศตามแบบอยุธยา อย่างเช่นที่เคยเป็นมา การปรับดังกล่าวได้แก่
การปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณีไทย
1) การประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้า ตามแบบตะวันตก
2) การปฏิบัติต่อต่างชาติ โดยการให้เข้าเฝ้าโดยการยืน และถวายคำนับ แทนการหมอบคลาน และทรงให้ชาวต่างชาติ ิร่วมโต๊ะเสวยในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งทำให้ต่างชาติยอมรับประเทศไทยมากชึ้น
3) ให้มีประเพณีตีกลองฎีกา เพื่อให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์ได้ และทรงสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พระราชทานแก่ขุนนาง และเจ้านาย
การส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม
1) สถาปัตยกรรม ทรงโปรดศิลปกรรมตะวันตกมากจึงสร้างขึ้นหลายแหล่ง เช่น พระราชวังสราญรมย์ เป็นต้น
2) ประติมากรรม ศิลปกรรมตะวันตก แสดงออกมาในแบบรูปปั้นต่างๆ เช่น พระพุทธพรรณี เป็นต้น
3) จิตรกรรม เริ่มนำเอาเทคนิคการเขียนภาพแบบตะวันตกมาใช้ ผู้ที่นำมา คือ พระอาจารย์ขรัวอินโข่ง
4) วรรณกรรม พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้หลายเรื่อง เช่น บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ มหาเวสสันดรชาดก เป็นต้น กวีมีชื่อเสียง เช่น ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร ณ อยุธยา
การปรับปรุงประเทศของพระองค์ เป็นการปรับปรุงเพื่อเตรียมรับอารยธรรมตะวันตก ซึ่งกำลังแผ่อิทธิพลอยู่ในขณะนั้น และการ ปรับปรุงของพระองค์มีผลกระทบโดยตรงต่อพระราชโอรสของพระองค์ เมื่อขึ้นครองราชย์ คือรัชกาลที่ 5
ในเวลาต่อมา รัชกาลบที่ 5 ได้ทำการปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณีและส่งเสริมวรรณกรรมและศิลปกรรม ดังนี้
การปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณี
1) เปลี่ยนแปลงการแต่งกาย เช่น เครื่องแบบทหารให้ใช้แบบตะวันตกและผู้ชายให้ใส่เสื่อราชปะแตน ผู้หญิงให้ไว้ผมทรง ดอกกระทุ่ม เป็นต้น
2) ยกเลิกประเพณีหมอบคลาน ยกเลิกการสืบพยานแบบจารีตนครบาลและประกาศใช้การนับ ร.ศ. โดยยึด พ.ศ. 2325 เป็น ร.ศ. 1
3) แก้ไขประเพณีการสืบสันตติวงศ์ใหม่ โดยการตั้งตำแหน่งสยามมกถฎราชกุมาร แทนตำแหน่งวังหน้า
การส่งเสริมวรรณกรรมและศิลปกรรม
1) วรรณกรรม ที่สำคัญ เช่น บทละครเรื่องเงาะป่าไกลบ้าน และของพระยาศรีสุนทรโวหาร เช่นมูลบทบรรพกิจ อักษรประโยค
2) ศิลปกรรม ศิลปกรรมมักจะเป็นของไทยผสมกับยุโรป เช่น วัดเบญจมบพิตร พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น
3) ประติมากรรม เช่น พระบรมรูปทรงม้า พระพุทธชินราชจำลอง
4) จิตรกรรม มีภาพเขียนแบบตะวันตกที่เรียกว่า ภาพเขียนปูนเปียก และมีภาพจิตกรรมฝาผนัง
5) นาฏกรรม ละครแบบใหม่ในสมัยนี้ เช่น ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์ เป็นต้น
รัชกาลต่อมา คือ รัชกาลที่ 6 ก็ได้พัฒนาประเทศด้วยการปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณี และความเจริญด้านศิลปะ และวัฒนธรรม ดังนี้
การปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณี
(1) การออกพระราชบัญญัตินามสกุล เพื่อประโยชน์ในการปกครองของประเทศ
(2) เปลี่ยนธงชาติจากธงช้าเผือกเป็นธงไตรรงค์
(3) ใช้ พ.ศ. ตามการนับถือพระพุทธศาสนา และเปลี่ยนการนับเวลาเป็น 1 นาฬิกา ถ้าหลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว
(4) กำหหนดคำนำหน้าเด็กและสตรี
ศิลปวัฒนธรรม
1) สถาปัตยกรรม ศิลปะแบบไทยแห่งแรกที่ทรงสร้าง คือ พระราชวังสนามจันทน์ จังหวัดนครปฐม
2) ประติมากรรม ประติมากรรมแบบไทยแท้ เช่น รูปหล่อสัมฤทธิ์พระนางธรณีบีบมวยผม เป็นต้น
3) จิตรกรรม เป็นภาพเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชาดก และพระมหากษัตริย์ไทย เช่น ภาพเขียนที่โดมพระที่นั่งอนันตสมาคม
4) วรรณกรรม อิทธิพลของตะวันตกมีมากขึ้น การเขียนร้อยกรองเปลี่ยนเป็นการเขียนร้อยแก้ว รูปแบบคำประพันธ์ก็เป็นแบบ ตะวันตกมากขึ้น
5) ศิลปกรรม พระองค์สนใจงานศิลปกรรมมากจึงได้จัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้น เพื่อให้มีการสอนศิลปะไทยและศิลปะ ตะวันตก จิตรกรที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้คือ พระยาอนุศาสน์ เป็นผู้เขียนภาพสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในฝาผนังวัดสุวรรณดาราราม จังหัดพระนครศรีอยุธยา
6) นาฏกรรม โขน ละคร และดนตรี เจริญสูงสุดในสมัยนี้ เพราะพระองค์เชื่อว่านอกจากจะให้ความบันเทิงใจแล้ว ยังสามารถ ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น

ภูมิปัญญาไทย

ภูมิปัญญาไทย ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึง ความรู้ความสามารถ วิธีการผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเป็นความรู้ ถ่ายทอด ปรับปรุง จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลิตผลที่ดี งดงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนไทย ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ มีผู้นำที่มีความรู้ มีฝีมือทางช่าง สามารถคิดประดิษฐ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ผู้นำเหล่านี้ เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึง ความรู้ความสามารถ วิธีการผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเป็นความรู้ ถ่ายทอด ปรับปรุง จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลิตผลที่ดี งดงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนไทย ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ มีผู้นำที่มีความรู้ มีฝีมือทางช่าง สามารถคิดประดิษฐ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ผู้นำเหล่านี้ เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย
ความสำคัญของศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย

วิกฤต เศรษฐกิจของประเทศได้ส่งผลให้ชาวไทยบางกลุ่มต้องประสบกับภาวะล้มละลาย เกิดความเสื่อมถอยทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และกระทบต่อโครงสร้างโดยรวมของสังคม และยังมีประชาชนชาวไทยอีกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รับกระทบจากวิกฤตินี้ ตรงกันข้ามกลับสามารถยืนหยัดอยู่ได้ และดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นสุข กล่าวได้ว่า บุคคลกลุ่มนี้ได้ใช้ "ภูมิปัญญาไทย" ที่คนไทยได้คิดค้น เรียนรู้ สั่งสม กลั่นกรองและทดลองใช้จนตกผลึกสามารถนำความรู้นั้นมาแก้ไขปัญหาของตนเองและ สังคม ภูมิปัญญานี้เองได้รับการถ่ายทอด สืบทอดกันมา และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสืบสานภูมิปัญญาไทยให้คงไว้สืบไป


สำนัก งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาและการสืบสานภูมิปัญญาไทย จึงได้จัดทำนโยบายส่งเสริมภูมิปัญญาไทยในการจัดการศึกษาขึ้น โดยได้ผ่านความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ในนโยบายดังกล่าวได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า


"ภูมิปัญญาไทยจะได้ รับการฟื้นฟูและนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการศีกษาสำหรับคนทั้งชาติ และเป็นไปเพื่อเน้นคุณค่าทางจิตพิสัยนำไปสู่ดุลยภาพอย่างยั่งยืน จนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาตนเองและสังคมตามแนวทางที่เหมาะสมแก่ประเทศไทย"


ในนโยบายการส่งเสริมภูมิปัญญาในการจัดการศึกษานั้นมีอยู่ 4 ข้อ กล่าวคือ


1.นำ ภูมิปัญญาเข้าสู่การศึกษาของชาติ โดยเลือกสรรสาระและกระบวนการเรียนรู้เข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งการศึกษาในโรงเรียน การศึกษานอกโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย


2.ยกย่อง และเชิดชูเกียรติ "ครูภูมิปัญญา" และสนับสนุนให้มีบทบาทเสริมในการถ่ายทอดภูมิปัญญาในการจัดการศึกษาทุกระดับ และทุกระบบ รวมทั้งให้แบบอย่างและชี้นำ ด้านวิถีคิด วิถีการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตที่ได้ผ่านการทดสอบมามาก


3.สนับ สนุนการศึกษาวิจัยด้านภูมิปัญญา เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาที่หลากหลายให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและ ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง


4.ประมวลคลังข้อมูลเกี่ยวกับสารัตถะ องค์กรและเครือข่ายภูมิปัญญา ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ


ภูมิปัญญา ท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลัง คนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความนิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น สูตรทำอาหาร หรือตำรับตำราต่าง ๆ ทำให้ไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป อาจจำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นออกเป็น 10 ลักษณะได้ดังนี้

1.ภูมิปัญญา ที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา - ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เนื่องจากมีพื้นฐานทางความเชื่อในศาสนาที่แตกต่างกัน สำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเป็น หลักนั้นได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม โดยการผสมผสานกับความเชื่อดังเดิมจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น

2.ภูมิปัญญา ท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม - เนื่องจากประเพณีและพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ดีงามที่คนในท้องถิ่นสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจคนในสังคม ภูมิปัญญาประเภทนี้จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นอย่างมากดัง จะเห็นได้จากประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญในประเทศไทยล้วนเกี่ยวข้องกับการ ดำเนินชีวิตของคนในสังคมแทบทั้งสิ้น

3.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยว กับศิลปะพื้นบ้าน - เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปต่างๆโดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันหลังจากนั้นได้สืบทอดโดยการพัฒนาอย่างไม่ขาดสายกลายเป็นศิลปะ ที่มีคุณค่าเฉพาะถิ่น

4.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับอาหารและผัก พื้นบ้าน - นอกจากมนุษย์จะนำอาหารมาบริโภคเพื่อการอยู่รอดแล้ว มนุษย์ยังได้นำเทคนิคการถนอมอาหารและการปรุงอาหารมาใช้ เพื่อให้อาหารที่มีมากเกินความต้องการสามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานาน ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังนำผักพื้นบ้านชนิดต่างๆมาบริโภคอีกด้วย

5.ภูมิปัญญาท้อง ถิ่นที่เกี่ยวกับการละเล่นพื้นบ้าน - การละเล่นถือว่าเป็นการผ่อนคลายโดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งชอบความสนุกสนานเพลิด เพลิน ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยส่วนใหญ่จะใช้อุปกรณ์ในการละเล่นที่ประดิษฐ์มาจาก ธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน

6.ภูมิปัญญาท้อง ถิ่นที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม - ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของแต่ละภาคเราสามารถพบหลักฐานจากร่องรอยของศิลป วัฒนธรรมที่ปรากฏกระจายอยู่ทั่วไป เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคนิค ความคิด ความเชื่อของบรรพบุรุษเป็นอย่างดี

7.ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับ เพลงพื้นบ้าน - ภูมิปัญญาประเภทนี้ส่วนมากแสดงออกถึงความสนุกสนาน และยังเป็นคติสอนใจสำหรับคนในสังคม ซึ่งมีส่วนแตกต่างกันออกไปตามโลกทัศน์ของคนในภาคต่างๆ

8.ภูมิปัญญา ท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน - ภูมิปัญญาประเภทนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของคนในอดีตและถ่ายทอดให้กับ คนรุ่นหลังถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสี่ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ หากได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้

9.ภูมิปัญญา ท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประดิษฐกรรม - เทคโนโลยีและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละภาคนั้นถือเป็นการประดิษฐกรรมและ หัตถกรรมชั้นเยี่ยม ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจในการพัฒนาและส่งเสริมภูมิปัญญาประเภทนี้เท่า ที่ควร หากมีการเรียนรู้และสืบทอดความคิดเกี่ยบกับการประดิษฐกรรมและหัตถกรรมให้แก่ เยาวชน จะเป็นการรักษาภูมิปัญญาของบรรพชนได้อีกทางหนึ่ง

10.ภูมิปัญญา ท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ - เนื่องจากคนไทยมีอาชีพที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนา ทำไร่ จึงทำให้เกิดภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อ แก้ปัญหาหรืออ้อนวอนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกและเพื่อเพิ่ม ผลิตผลทางการเกษตรดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรทั่วทุก ภูมิภาคของไทย

ไม้มงคล

ราชพฤกษ์
       ในปีมหามงคล ฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็มีการจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากงานใหญ่ในช่วง 9-13 มิ.ย. 49 แล้ว
      
       งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 หรือ ราชพฤกษ์ 49 ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้านับเป็นอีกหนึ่งงานใหญ่แห่งปี ที่ผู้รักชอบในต้นไม้พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะนี้คืองานระดับโลกที่ตั้งแต่ต้นปีได้มีการประชาสัมพันธ์งานนี้เป็นระยะ
      
       สำหรับงานราชพฤกษ์ 49 นี้ จะงดงามดารดาษไปด้วยพรรณไม้มากมายจากทั่วโลก ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ ไม้ผล ไม้ประดับ ไม้ดัด ฯลฯ นอกจากนี้ในงานราชพฤกษ์ 49 ยังมีการนำไม้มงคลประเภทต่างๆมาจัดแสดง
      
       และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องงานราชพฤกษ์ 49 คอลัมน์ "วาไรตี้ท่องเที่ยว" ขอพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับไม้มงคลประจำวันเกิดและไม้มงคลประจำราศีเกิดกัน เสียหน่อย เผื่อว่าใครสนใจจะซื้อหาไปปลูกไว้ที่บ้านเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต

 
 
บัว
       คนเกิดวันอาทิตย์ : ไม้มงคลจะเป็นพวกไม้ดอกสีเหลือง หรือสีส้ม เนื่องจากสีเหลืองและสีส้มเป็นสีที่ถูกโฉลกและเป็นต้นไม้สิริมงคลของคนที่ เกิดวันนี้ โดยเฉพาะ สำหรับไม้มงคลของคนเกิดวันอาทิตย์ที่น่าสนใจ ราชพฤกษ์หรือคูน โป๊ยเซียน(สีเหลืองหรือส้ม) โกสน (เน้นที่ใบมีสีเหลืองแซมเยอะๆ )ชบา(สีเหลืองและส้ม) จำปา (สีเหลืองอีกเช่นกัน)
      
       คนเกิดวันจันทร์ : ไม้มงคลควรเป็นไม้ที่มีดอกสีขาวหรือเหลืองจะถูกโฉลกมาก คนเกิดวันจันทร์จะมีต้นไม้มงคลให้เลือกปลูก ดังนี้ วาสนา โกสน (ชื่อพ้องกับคำว่า กุศล) ราตรี มะลิ มะม่วง กวนอิม โป๊ยเซียน แก้ว จำปี พลูด่าง กระถิน มะยม ชะพลู
      
       คนเกิดวันอังคาร : สีไม้มงคลของคนวันอังคารคือ สีแดง หรือชมพู ดังนั้นไม้ดอกที่ปลูก ควรเป็นสีใดสีหนึ่งในนี้ ซึ่งก็ได้แก่ กุหลาบ(แดงหรือชมพู) อัญชัน โกสน โป๊ยเซียน เข็ม ชบา พญายอ
      
       คนเกิดวันพุธ : ไม้มงคลสำหรับมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเกิดพุธกลางวันหรือกลางคืนจะมีไม้มงคลอย่างเดียวกัน คือไม้ที่มีดอกสีเหลืองเพราะเป็นสีต้องโฉลก โดยไม้มงคลที่เด่นๆก็มี กวนอิม วาสนา พลูด่าง โป๊ยเซียน กล้วย ราชพฤกษ์หรือคูน กุหลาบ โกสน ชบา
      
       คนเกิดวันพฤหัสบดี : ชะตาชีวิตของคนเกิดวันพฤหัสบดีจะได้ดีมีเกียรติ มีทรัพย์ แต่จะมีทุกข์เรื่องเพื่อนฝูงหรือคู่ครอง เพราะเป็นคนเจ้าชู้ บริวารไม่ค่อยเชื่อฟัง ชะตาชีวิตต้องคอยค้ำชูผู้อยู่รอบข้างเสมอ ดังนั้นควรปลูกไม้ดอกสีขาวเพื่อเสริมชะตาและให้ต้องโฉลก ไม้มงคลของคนเกิดวันนี้ก็มี มะลิ จำปี ราตรี พุด กุหลาบ(ขาว) แก้ว
      
       คนเกิดวันศุกร์ : คนเกิดวันศุกร์มักมีบุคลิกดี พูดจาหวาน ช่างยกยอเอาอกเอาใจ ปลอบประโลมคนเก่ง เป็นคนรักสวยรักงาม จึงควรปลูกไม้มงคลดังต่อไปนี้ กุหลาบ อัญชัน เข็ม ชบา โกสน โป๊ยเซียน (ดอกสีแดงหรือชมพู)
      
       คนเกิดวันเสาร์ : คนวันเสาร์ตามตำรากล่าวว่าเป็นคนกล้าแกร่งห้าวหาญ ชะตาชีวิตชอบอยู่อย่างเรียบง่าย ชอบงานที่ไม่ต้องเคร่งเครียด หากเชื่อฟังคำเตือนของคนอื่นบ้างจะได้ดีมีอนาคตสดใส สำหรับไม้มงคลของคนเกิดวันนี้ก็มีวาสนา มะลิ ไม่ว่าจะเป็นมะละซ้อนหรือมะลิลา กวนอิม จำปี จำปา หรือพวกไม้ผลอย่าง มะม่วง ชมพู่ ฝรั่ง ที่นอกจากจะเก็บผลกินได้แล้ว ยังเชื่อว่าจะทำให้ผู้ปลูกร่ำรวยยิ่งขึ้นอีกด้วย

 
 
เพื่องฟ้า
        เมื่อรู้จักไม้มงคลประจำวันเกิดกันแล้ว ทีนี้มาดูว่าไม้มงคลประจำราศีเกิดกันบ้าง ว่าไม้ประเภทไหนต้องโฉลกกับคนเกิดราศีไหน
      
       ราศีมังกร : ไม้มงคล คือ แก้ว วาสนา โป๊ยเซียน และกุหลาบ เพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง ทำให้เกิดโชคลาภ วาสนา นอกจากนี้ยังมี ไผ่ ที่แสดงถึงความอดทนและความเป็นนักสู้ ราชพฤกษ์ ที่มีดอกสีเหลืองเปรียบได้กับความรุ่งเรืองดั่งทอง
      
       ราศีกุมภ์ : ไม้มงคล คือ เข็ม เพื่อเสริมความฉลาดเฉียบแหลม เฟื่องฟ้า เพื่อเสริมสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น บอนไซ เพื่อความแข็งแกร่ง อดทน
      
       ราศีมีน : ไม้มงคล คือ กล้วยไม้ เพราะจะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป เฟื่องฟ้า ช่วยเสริมสร้างชีวิตให้รุ่งเรือง วาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีโชควาสนา นอกจากนี้ยังมีไม้ที่ให้พลังอำนาจแก่ชาวราศีมีน เช่น โมก กล้วย มะม่วง

 
 
ชบา
       ราศีเมษ : ไม้มงคล คือ มะยม ช่วยทำให้มีคนนิยมชมชอบ มะขาม ช่วยทำให้มีแต่ผู้คนเกรงขาม ให้ความนับถือ เฟื่องฟ้า ช่วยทำให้ชีวิตที่รุ่งเรือง
      
       ราศีพฤษภ : ไม้มงคล คือ โมก ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสุข ความบริสุทธิ์สดใส แก้ว (ควรปลูกทางทิศ ตะวันออกและควรปลูกในวันพุธ) จะทำให้มีโชคมีลาภคน ส้มโอ ปลูกเพื่อความอุดมสมบูรณ์
      
       ราศีเมถุน : ไม้มงคล คือ โมก เพราะจะทำให้เกิดความสุข ความบริสุทธิ์ เข็ม(ควรปลูกเป็นร่องตรงประตูบ้านหรือสองฝากทางเข้าบ้าน) จะทำให้ชะตารุ่งเรือง อุปสรรคไม่กล้ำกลาย ทับทิม เพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นของชีวิต โป๊ยเซียน ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข กุหลาบ เพื่อความสง่าภาคภูมิ
      
       ราศีกรกฏ : ไม้มงคล คือ กล้วยไม้ เพราะจะทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และจะทำให้คนในบ้านมีจริยธรรมและมีโชคลาภ ชมพู่ ช่วยให้อุดมทรัพย์สิน วาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีโชควาสนา พลูด่าง เพื่อความร่มเย็น เป็นสุข เฟื่องฟ้า เพื่อช่วยเสริมให้ชีวิตสดใสเบิกบาน
      
       ราศีสิงห์ : ไม้มงคล คือ ขนุน เพื่อหนุนบุญบารมี เงินทอง และให้มีคนเกื้อหนุนจุนเจือ จำปี เพื่อช่วยให้ชีวิตสดใส โป๊ยเซียน ช่วยเสริมความร่ำรวยรุ่งเรือง กล้วยไม้ เพื่อประทับใจแก่ผู้พบเห็น
      
       ราศีกันย์ : ไม้มงคล คือ สนฉัตร(ควรปลูกทางทิศเหนือและปลูกในวันเสาร์)เพื่อความสง่าและมีเกียรติ ราชพฤกษ์ เพื่อช่วยเสริมให้มีศักดิ์ศรีและบารมี เฟื่องฟ้า เพื่อความสดใส เบิกบาน มีชีวิตที่เฟื่องฟู โป๊ยเซียน จะนำมาซึ่งโชคลาภ ขนุน เพื่อให้คนเกื้อหนุนจุนเจือ มะยม เพื่อให้คนนิยมชมชอบ
      
       ราศีตุลย์ : ไม้มงคล คือ หมากแดง ปาล์ม พลูด่าง โกสน เพื่อช่วยเสริมให้มีบุญบารมี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข จำปี เพื่อความสดในหน้าที่การงาน จำปา เพื่อให้มีแต่คนรัก เฟิร์นข้าหลวง ช่วยส่งเสริมชื่อเสียงเกียรติยศ
      
       ราศีพิจิก : ไม้มงคล คือ พวงแสด ปาล์ม เฟื่องฟ้า เพื่อชีวิตที่สว่างไสวรุ่งเรือง เบญจมาศ ช่วยให้รุ่งเรืองมั่นคง ขนุน ช่วยให้คนเกื้อหนุนจุนเจือ ว่านสี่ทิศ เพื่อแคล้วคลาด ปลอดภัย ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด


 
 
โมก
              ราศีธนู : ไม้มงคล คือ บัว เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์เบิกบาน เฟิร์นข้าหลวง เพื่อจะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก แก้ว ช่วยกระจายอุปสรรคปัญหาออกไปจากชีวิต พลูด่าง และ โป๊ยเซียน จะช่วยเสริมโชคลาภ
      
       เมื่อรู้จักไม้มงคลประจำวันเกิดและไม่มงคลประจำราศีเกิดกันแล้ว ใครจะปลูกหรือจะเลือกซื้อหามาเสริมบารมีเพื่อความเป็นสิริมงคลก็สามารถทำกัน ได้ตามสะดวก ส่วนใครที่อยากชมความงามของไม้มงคลต่างๆ ปลายปีนี้ที่งาน ราชพฤกษ์ 49 มีพรรณไม้มงคล และพรรณไม้อีกมาหมายหลากหลายชนิดให้เลือกชม ใครที่รักชอบในต้นไม้ขอให้อดใจรอสักนิด ปลายปีนี้ได้ชมพรรณไม้ดีๆแน่นอน

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More